เครือข่ายประชากรข้ามชาติถก ตีแผ่ส่งแรงงานท้องกลับบ้าน

วงเสวนา เห็นพ้องให้ รมต.แรงงาน ยกเลิกนโยบายส่งแรงงานข้ามชาติหญิงท้องกลับประเทศ ชี้ขัดอนุสัญญาสิทธิเด็ก-พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กระทบสถาบันครอบครัว อีกทั้งเป็นการบีบให้แรงงานทำแท้ง แนะให้มีมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงาน-ตั้งศูนย์คุ้มครองเด็กในโรงงาน




เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant working group) และองค์กรภาคีเครือข่าย จัดงานเสวนา??เรื่อง นโยบายส่งกลังแรงงานหญิงข้ามชาติท้องกลับประเทศ กับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย : หรือกระทรวงแรงงานเกาไม่ถูกที่คัน??ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมี?นาง สาวทัตติยา ลิขิตวงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.)?นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ และ?นางสาวทัศนัย ขันตยาภรณ์ ตัวแทนจากองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข (PATH)?ร่วมเสวนา

?ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) จัดทำร่างระเบียบให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยที่ตั้งครรภ์อายุ 3 เดือน กลับไปคลอดบุตรที่ประเทศต้นทาง และสามารถกลับเข้ามาทำงานได้ตามเดิม ซึ่งวิธีการนี้มีหลายฝ่ายมองว่าอาจะเป็นการริดรอนสิทธิมนุษยชนและไม่ใช่แนว ทางในการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กและการค้ามนุษย์ อย่างแท้จริง

นาง สาวทัตติยา?กล่าวว่า ส่งผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวที่จะออกมานั้น มีผลต่อสถาบันครอบครัวโดยตรง เริ่มตั้งแต่การแยกภรรยาที่ตั้งครรภ์กับสามี ไปจนถึงอันตรายที่จะเกิดกับทั้งแม่และเด็กระหว่างการเดินทาง และในประเด็นถัดมา คือเมื่อคลอดลูกแล้วต้องปล่อยให้ลูกอยู่ในประเทศและแม่ต้องกลับมาทำงาน เด็กจะไม่ได้กลับการดูแลที่ดีพอ ทำให้เด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโตจะไมได้รับการดูแลและมีพัฒนาการตามวัย ?อาจทำให้เด็กมีความบกพร่องได้

?ทั้งนี้ ส่งผลต่อเรื่องการทำแท้งให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะแรงงานต่างชาตินั้นต้องการที่จะมาหารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว รวมทั้งไม่มีความรู้ในการวางแผนครอบครัว แต่เมื่อนโยบายนี้เกิดขึ้น ทางเลือกของแรงงานน้อยลงจนทำให้ถูกบีบให้ไปทำแท้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศแน่นอน นอกจากนี้ สิ่งที่พบอีกอย่างคือ การที่เด็กไม่ได้รับการดูแล เด็กต่างชาติที่อยู่ในประเทศต้นทางก็จะไม่ได้รับการศึกษาและไม่ได้รับการ ดูแลที่ดีพอ ไม่นานก็จะเข้าสู่ตลาดแรงงานไทยเป็นแรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น?นางสาวทัตติ ยา กล่าว และว่า ทั้งนี้ นโยบายนี้จะขัดกับอนุสัญญาสิทธิเด็กหลายประเด็น เช่น การคุ้มครอง การดูแล การเลี้ยงดู และส่งเสริมพัฒนาการตามวัย นอกจากนี้ยัง ขัดกับ พรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่หากมีการแยกเด็กจากครอบครัวจะส่งผลต่อมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลเด็ก อย่างไรก็ตาม มองว่า นโยบายดังกล่าวนี้มีเจตนาดีที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก แต่ทั้งนี้อยากให้ทางกระทรวงแรงงานกลับไปทบทวนอีกครั้ง ดูว่าแก้ถูกที่ ถูกทางหรือไม่ และผลกระทบที่ตามมาจะใหญ่กว่าปัญหาหรือไม่

ด้านนายอดิศร?กล่าวถึงบริบทของแรงงานข้ามชาติว่าปัจจุบันไม่ใช่แค่การ เข้ามาเป็นแรงงานเพียงอย่างเดียว โดยระยะหลังพบว่ามีการข้ามวัฒนธรรมโดยการแต่งงาน เช่น คนไทยแต่งงานกับคนชาติอื่น ?นั่นคือ หากมีการส่งหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ ก็เหมือนเป็นการส่งให้คนไทยกลับประเทศอื่นแบบผิดกฎหมาย นอกจากนี้มองว่าในส่วนของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการคัดกรองยัง ไม่จริงจังกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เท่าที่ควร ? โดยปีที่ผ่านมานำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เพียงไม่กี่คดี ?ขณะเดียวกันนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ยังไม่มีมิติของการคุ้มครอง คือเราคิดแต่จะเอาคนมาทำงาน แต่ลืมให้ความ คุ้มครอง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อแรงงานข้ามชาติและอาจเป็นปัจจัยหลักของกระบวนการค้า มนุษย์

?ข้อเสนอเบื้องต้นคือ อยากให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว และเข้าไปแก้ให้ถูกจุดซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเมืองไทยมีกลไกการคุ้มครองแรงงานค่อนข้างชัด แต่สิ่งสำคัญคือกระบวนการบังคับใช้ต้องเกิด เช่นเรื่องการคุ้มครองชั่วโมงการทำงาน ?และเรื่องค่าจ้างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้มองว่ามาตรการอย่างเร่งด่วนที่ต้องมีคือ เรื่องการยึดเอกสารประจำตัว และการดูแลคุ้มครองสิทธิแรงงาน นอกจากนี้ เรื่องของแรงงานเด็ก อาจต้องมีทบทวนให้มีการส่งเสริมตั้งศูนย์คุ้มครองเด็กในอุตสาหกรรมแรงงาน รวมถึงประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการให้เด็กได้รับการศึกษาด้วย?

นาง สาวทัศนัย?กล่าวถึงข้อกังวลของนโยบายนี้ว่า สิ่งที่กังวลคือตัวเลขของเด็กที่จะถูกส่งกลับบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาที่วนเวียนทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ ปัญหาสิทธิมนุษยชน และเรื่องแรงงาน ?ทั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุขที่จะไม่อนุญาตให้แรงงานหญิงข้ามชาติ ฝากครรภ์ ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือ เด็กที่เกิดมาจะติดเชื้อ สุขภาพไม่ดีและสุดท้ายแรงงานเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในประเทศไทย และเราจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขด้วย ทั้งนี้ ไม่อยากให้รมว.แรงงาน เห็นเรื่องการปลดล็อคการค้ามนุษย์เป็นเพียงแฟชั่น หรือเป็นเพียงความพยายามในสร้างผลงาน และอยากให้ดูบริบทโดยรวม และต้องอาศัย

พิมพ์อีเมล

logo mini

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)
เลขที่ 143/109-111 หมู่บ้านปิ่นเกล้าพัฒนา ซ.วัดสุวรรณคีรี
ถ.บรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย
กรุงเทพมหานคร 10700
โทร.0-2433-6292 , 0-2435-5281 , 0-2884-6603 กด 0
โทรสาร . 0-2435-5281

แผนที่

map