ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรมป้องคนถูกละเมิด

pic

คณะทำงานด้านเด็กเรียกร้อง เปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมปกป้องคนถูกข่มขืน สร้างความเชื่อมั่นการปกป้องสิทธิไม่ถูกตีตราให้อับอาย   ฟื้นจัดเรทติ้งละครใหม่  ยกเครื่องละครไทย ตัดบทเข้าพระ-นาง  ต้นเหตุฝังลึกค่านิยมพระเอกปล้ำนางเอก ผู้ชายทำได้ 
 

วันนี้ (16 ก.ค.) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะทำงานด้านเด็ก จัดเสวนาเรื่อง ?ข่มขืน..ฆ่าซ้ำซาก ถึงเวลาออกจากวังวน? สืบเนื่องจากกรณีการข่มขืนแล้วฆ่า ?เด็กอายุ 13 ปี? โดยผู้ปฏิบัติงานบนขบวนรถไฟสายใต้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญผู้คนในสังคมและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องความไม่ใส่ใจต่อการคุ้มครองเด็กและเยาวชนของระบบบริการสาธารณะของประเทศไทย ตลอดจน จริยธรรม ทัศนคติทางเพศ และความรุนแรงต่อหญิงและเด็ก โดยได้เรียกร้องให้จัดระเบียบกระบวนการยุติธรรมรวมถึงสืบประวัติพนักงานให้ละเอียดรอบคอบ
 

นางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ ประธานคณะทำงานด้านเด็ก กล่าวว่า เหตุการณ์ฆ่าข่มขืนเด็กอายุ 13 ปี บนรถไฟนั้น ถือเป็นความผิดพลาดของผู้บริหาร และคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ไม่มีความละเอียดรอบคอบ ไม่มีการสอบประวัติและภูมิหลังของพนักงานอย่างรอบด้าน ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยเชื่อว่าคนที่ก่อเหตุไม่ได้ทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เพราะคนที่ก่อเหตุฆ่า ข่มขืนเป็นคนที่ขาดจิตสำนึก มีความเป็นมนุษย์ต่ำ การอ้างว่าเสพยาและดื่มเหล้าทำให้ก่อเหตุโดยไม่คิด เป็นเพียงคำพูดที่ไร้ยางอาย อีกทั้ง หลายครั้งที่มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น เหตุใดผู้บริหารการรถไฟถึงต้องรอให้เป็นข่าวและผู้เสียหายได้รับความอับอายก่อนถึงลุกขึ้นมาจัดการและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งความจริงผู้บริหารและบอร์ดการรถไฟต้องให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่รวดเร็ว เมื่อมองโดยรวมเรื่องการบริการและดูแลผู้โดยสารซึ่งเป็นการบริการขั้นต้นไม่เคยมีการพัฒนา ไม่มีการปรับปรุงการบริการแต่กลับไปให้ความสนใจการพัฒนารถไฟให้มีความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่บกพร่องอย่างมาก จึงเป็นเหตุผลทำให้การรถไฟขาดทุนมาโดยตลอด ฉะนั้น อยากแนะนำให้การรถไฟควรปรับปรุงเรื่องงานให้บริการที่ดี สะอาด และปลอดภัย
 

?เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ปี ทำไมต้องรอสถานีต่อไปถึงจะให้ความช่วยเหลือ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเหตุใดถึงต้องรอรับแจ้งความคนหายให้ครบ 24 ชั่วโมง ยิ่งตามหาเร็วเท่าไหร่เด็กก็จะปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น การรอให้ถึงเวลาค้นหาเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากเหมือนว่าชีวิตเด็กไม่มีความสำคัญ อีกทั้งกรณีนายวันชัย แสงขาว ที่พ่อแม่ระบุว่ามีพฤติกรรมชอบเปลี่ยนแฟน ดูหนังโป๊นั้น ถือเป็นสิ่งที่ผิดปกติวิสัย ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาเบื้องต้น อีกทั้งทางการแพทย์ต้องค้นหาคำตอบให้ได้กับกรณีคนที่มีความต้องการทางเพศสูง รวมถึงหาแนวทางป้องกันด้วย ส่วนกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดตำรวจต้องให้ความชอบธรรม ดำเนินการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว นอกจากนี้มองว่าโครงการคืนคนดีสู่สังคมของกรมราชทัณฑ์ ที่จะลดคนทำผิดซ้ำนั้นจะทำได้จริงหรือ ซึ่งตรงนี้ต้องมีคนลงพื้นที่ค้นหาข้อมูลและกระบวนการดูแลคนทำผิดของกรมราชทัณฑ์ด้วย เพื่อป้องกันคนก่อเหตุที่น่าสลดเช่นนี้ซ้ำอีก เพราะหากปล่อยให้เกิดซ้ำจะเป็นวังวนอยู่อย่างนี้ตลอดไป? นางสุธาทิพ กล่าว
 

นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถกาญจนอักษร กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพบว่าประชาชนมีอารมณ์ร่วมจำนวนมาก โดยเฉพาะปฏิกิริยาการเรียกร้องให้เพิ่มโทษคดีฆ่าข่มขืนให้ประหารชีวิตนั้น มองว่าเป็นการออกมาแสดงทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไม่พอใจให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จึงมีการเรียกร้องให้ลงโทษอย่างรุนแรง ด้วยความเชื่อที่ว่าหากลงโทษอย่างรุนแรงคนยิ่งเกรงกลัว แต่ในความเป็นจริงการตอบโต้ด้วยความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะยิ่งทำให้ขยายความรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้น ปฏิกิริยาที่คนเรียกร้องให้ลงโทษด้วยการประหารเป็นเพียงอารมณ์โกรธ ความไม่พอใจเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำในสังคม หากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ต้องใช้เหตุผลและตั้งสติให้ดีทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเรื่องเพศ  ไม่ใช่ถีบตัวเองให้ห่างแล้วเรียกร้องให้คนมีอำนาจเรื่องการบริหารบ้านเมืองเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องแก้กฎหมาย ต้องสั่งสอน แต่ไม่โยงปรากฏการณ์มาที่ตัวเอง ฉะนั้น อยากให้หันมาตั้งคำถามว่าอะไรทำให้ผู้ชายคนนี้มาข่มขืนเด็กผู้หญิง อะไรทำให้เด็กผู้หญิงต้องมาโดนกระทำแบบนี้ ถ้าตั้งใจหาคำตอบอย่างจริงจังจะพบว่าอะไรที่ทำให้ผู้ชายลุกขึ้นมากระทำ
 

 นางสาวนัยนา กล่าวอีกว่า ต้องเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมให้ได้ก่อนแล้วคนในสังคมจะเปลี่ยนตาม โดยต้องเปลี่ยนให้เอื้ออำนวยกับผู้หญิงและสร้างความเชื่อมั่นว่าเมื่อออกมาปกป้องสิทธิของตัวเองจะไม่ถูกข่มขืนซ้ำ ไม่ถูกตัดสิน ไม่ถูกตีตรา ตัวอย่างประเทศอังกฤษใช้ระบบภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง มีระบบปกป้องไม่ให้ผู้เสียหายถูกละเมิดซ้ำ ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้มีความละเอียดอ่อนมีความเป็นมิตรกับผู้หญิงมากกว่านี้ เช่น มีนักจิตวิทยา มีการแจ้งผ่านสายด่วน ไม่ต้องมาปรากฏตัวต่อพนักงานสอบสวน ในบางประเทศเวลาขึ้นศาลผู้เสียหายกับผู้ต้องหาไม่ต้องเจอหน้ากัน เมื่อสังคมรับทราบข้อหาผู้กระทำความผิดแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้เสียหายเป็นใครชื่ออะไร ระบบแบบนี้จะทำให้ผู้หญิงเชื่อมั่นกล้าที่จะออกมาเรียกร้องมากขึ้น ดังนั้น ถ้าเข้าใจปัญหาและเห็นความสำคัญเรื่องนี้  รวมถึงการแก้ไขหรือสร้างบทบัญญัติขึ้นใหม่ให้กับนักกฎหมายไม่ใช่ตีความตามตัวหนังสือ ยึดถือคัมภีร์ แต่ควรมีความรู้สึกร้อนหนาวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระบวนการยุติธรรมต้องอิงฝ่ายที่ถูกต้อง เพื่อค้นหาความจริงง่ายขึ้น เอื้ออำนวยกับผู้ถูกกระทำไม่ใช่ฝ่ายกระทำ ซึ่งเหตุการณ์น้องอายุ 13 ปี เห็นชัดว่ากระบวนการยุติธรรม ความเป็นกลางไม่มี ฉะนั้น ต้องอยู่ข้างฝ่ายที่ทำให้เกิดการคุ้มครองสิทธิ์เสรีภาพ เกิดประสิทธิภาพที่เป็นจริง
 

ด้านนางสาวเข็มพร  วิรุณราพันธ์  ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)กล่าวว่า เรื่องการข่มขืนที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น หากมองในแง่ของสื่อมี 2 ประเด็น คือ 1.สื่อเป็นปัจจัยแวดล้อมที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อทัศนคติ ค่านิยมของสังคม โดยเฉพาะสื่อละครโทรทัศน์นำเสนอเรื่องราวที่มีพระเอกข่มขืนนางเอกต่อเนื่องมาตลอด เป็นการสร้างค่านิยมที่ทำให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงเป็นสิ่งชอบธรรมและเห็นเรื่องการข่มขืนเป็นเรื่องธรรมดา ที่พระเอกข่มขืนนางเอกสุดท้ายลงเอยด้วยความรัก จึงเกิดการซึมซับเป็นเรื่องที่ทำได้ สังคมยอมรับ และคนจะมองว่าเป็นแค่เรื่องบันเทิง จนเป็นสิ่งที่สร้างค่านิยมและวัฒนธรรม ทัศนคติในสังคมที่ถูกฝังลึกในความคิดของคนทั้งหญิงชาย ซึ่งในความเป็นจริงการกระทำความรุนแรงทางเพศ การข่มขืนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนประเด็นที่ 2.สังคมที่เต็มไปด้วยสื่อยั่วยุทางเพศ และกระตุ้นความรุนแรง มีมากกว่าสื่อสร้างสรรค์ ซึ่ง กลไกกำกับดูแล เช่น กสทช.ไม่สามารถควบคุมได้ และละครที่ฉายในช่วงไพม์ไทม์ เป็นช่วงที่เด็ก เยาวชนและครอบครัวดูจำนวนมาก มีการจัดเรทติ้งไม่เหมาะสมในหลายเรื่อง เช่น การให้เรทติ้ง ท. ที่ดูได้ทุกวัย ทั้งที่ควรจัดให้เป็นรายการเฉพาะ น.18+ ที่ควรฉายในเวลาดึก และต้องแนะนำเด็ก การจัดระเบียบตรงนี้ยังขาดประสิทธิภาพทั้งช่องฟรีทีวี และช่องดาวเทียม รวมทั้งสื่ออินเตอร์เน็ตทั่วไปที่ยังเสนอเรื่องเพศและความรุนแรงโดยไม่มาตรฐานที่เหมาะสมในสังคม หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จะเป็นการตอกย้ำการคุกคามทางเพศ ความรุนแรงทางเพศให้สังคมโดยไม่รู้จบ
 

?ถึงเวลาต้องให้ความสำคัญในการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดสื่อที่ดี สร้างสรรค์ในสังคม  กสทช. ควรมีการกำกับดูแลและจัดเรทติ้งให้เหมาะสมทั้งช่องฟรีทีวีและดาวเทียม ควรให้เครือข่ายทางสังคมเข้ามามีส่วนเฝ้าระวังมากขึ้น  และสนับสนุนกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว? นางสาวเข็มพร กล่าว
 

ส่วน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ทุกปัญหาไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่มันมีส่วนผสมจากหลายปัจจัย ตั้งแต่การเลี้ยงดูที่หย่อนเรื่องการอบรม หย่อนการให้คุณค่า หย่อนการให้เวลา และอีกหลายเรื่องที่เด็กควรได้จากพื้นที่ครอบครัวแต่ครอบครัวหลงลืม ผลคือเด็กจะเติบโตแบบขาดๆ เกินๆ ซึ่งเด็กที่เติบโตลักษณะนี้ เมื่อไหร่ที่เขาต้องการหรืออยากได้ ก็จะควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อโตขึ้นความสามารถในการควบคุมตนเองก็ถูกท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะอารมณ์ทางเพศที่มาพร้อมปัจจัยกระตุ้น อาทิ แอลกอฮอล์ ยาบ้า ก็ยิ่งทำให้จุดอ่อนของผู้ชายกลุ่มนี้ทำงานได้ง่ายขึ้น นาทีที่ผิดพลาดจึงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องมาร่วมกัน ตั้งแต่รัฐที่ต้องลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวที่มีจุดแข็งอยู่แล้วหรือครอบครัวที่รักลูก ห่วงลูก แต่มีข้อจำกัดเรื่องความเท่าทัน ความเข้าใจ การตามใจ ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมดุลระหว่างความรักกับการแปรรูปความรักเป็นพฤติกรรม ในโรงเรียนก็ต้องเพิ่มพื้นที่การเรียนวิชาชีวิตให้กับเด็ก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบที่ผ่านเข้ามา ไม่ใช่เอาแต่เรียนหนังสือ อ่านตำรา พากันเข้ามหาวิทยาลัย แต่ทุนชีวิตขาดพร่องเปราะบางมาก และผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เอาจริงเอาจังให้มากขึ้น ทั้งนี้ มองว่าการแต่งกายที่ล่อแหลมของผู้หญิงเป็นเหตุให้ผู้ชายควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แต่สะท้อนว่าผู้ชายเหล่านั้นไม่รู้จักการเคารพสิทธิ ฉะนั้น อยากให้มนุษย์ทุกคนเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายคนอื่น เพราะสิทธิในเนื้อตัวร่างกายคือสิทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงให้พ่อแม่หยุดความเชื่อว่าลูกหลานเป็นสมบัติของเรา เพราะจะนำไปสู่การข่มขืน และทำร้ายเด็กในครอบครัว นอกจากนี้สังคมควรให้สิทธิทางเพศอย่างเท่าเทียมกันทั้งหญิงและชาย เพราะหากปล่อยปละละเลยเพศชาย ผู้หญิงที่ถูกละเมิดทางเพศจะไม่กล้าแสวงหาความเป็นธรรม ทำให้อีกฝ่ายฮึกเหิม
 

?การพุ่งเป้าไปที่การลงโทษอย่างรุนแรง เช่น ประหารชีวิต อาจทำให้ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมที่ชัดเจนหรือใกล้ความจริงถูกลดทอนไป อย่างการข่มขืนในละครหลังข่าวที่ยังมองเป็นเรื่องสวยงาม น่าลุ้น น่าเชียร์ หรือการที่สามีข่มขืนภรรยายังเป็นอยู่ในระดับพื้นที่ รวมถึงครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆ ยังไม่แสดงอาการแคร์ความเป็นมนุษย์ของกันและกันอย่างจริงจัง จึงไม่แปลกที่ใครบางคนจะแปลงตนเป็นผู้กระทำ วันหนึ่งเมื่อส่วนผสมทุกอย่างลงตัว และไม่เหนือความคาดหมายที่ใครบางคนจะแปลงตนเป็นระเบิดเวลาของสังคมหลังจากถูกบ่มจนสุกงอม ฉะนั้น การลงโทษที่รุนแรงจึงไม่ใช่ "ทางออก" ที่เป็นคุณอย่างแท้จริงในระยะยาว เพราะ "รากแก้ว-รากเหง้า" ของความผิดพลาดที่รุนแรงทุกรูปแบบยังถูกบ่มอยู่ภายใต้แผ่นดินที่เรายืนเหยียบกันอย่างรื่นรมย์ในบางวัน อย่างขมขื่นในบางคืน? นางทิชา กล่าว


{gallery}action/570716_news{/gallery}



 

พิมพ์อีเมล

logo mini

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)
เลขที่ 143/109-111 หมู่บ้านปิ่นเกล้าพัฒนา ซ.วัดสุวรรณคีรี
ถ.บรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย
กรุงเทพมหานคร 10700
โทร.0-2433-6292 , 0-2435-5281 , 0-2884-6603 กด 0
โทรสาร . 0-2435-5281

แผนที่

map