พัฒนา(การ)เด็กไทย PDF Print E-mail
There are no translations available.

ใน ช่วงปี 2540 ได้มีการสำรวจเด็กเล็กต่ำกว่าอายุ 5 ปี และเด็กในระดับประถมศึกษา อายุ 6-12 ปี เราพบว่ามีพัฒนาการที่ช้าอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ภาษา ตากับมือประสานกัน ซึ่งจะลำบากในเรื่องการสื่อสารออกไปอย่างที่ตนเองคิด และรวมถึงการแสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา จึงหมายความว่าสมองของเด็กไม่ได้มีการพัฒนาไปตามช่วงวัย และเนื่องจากสมองของมนุษย์นั้นพัฒนาได้ตลอดชีวิต แต่ว่าในช่วง5-6 ปีแรกนั้นจะเติบโตที่สุดหรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า "หน้าต่างโอกาส"

พัฒนาการของเด็ก สามารถที่จะพิจารณาได้จากปัจจัยหลายด้าน ประการแรก คือ ภาวะโภชนาการ เด็กเล็กที่ขาดสารอาหาร พบว่าจากเด็ก 4 คน พัฒนาการช้า 1 คน สำหรับเด็กที่ไม่ขาดสารอาหาร พบว่าจากเด็ก 20 คนพัฒนาการช้า 1 คน ประการต่อมาคือ การเลี้ยงดู ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องดูระดับการศึกษาของพ่อแม่ด้วย ถ้าแม่เรียนน้อยก็มีโอกาสเสี่ยงที่เด็กจะพัฒนาการช้ากว่ากลุ่มอื่น จากการสำรวจพบว่า แม่ที่เรียนจบในระดับมัธยมปลายแล้วยังมีลูกที่พัฒนาการช้าเกือบ 10 % แปลว่าในทุกระดับการศึกษานี้เราอาจจะไม่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ซึ่งหากแม่มีการศึกษาสูงขึ้นอีกนิดหนึ่ง เขาจะมีโอกาสที่จะเรียนรู้หรือหาความรู้ได้เพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทยในส่วนนี้จะเยอะที่สุด รายได้และเขตการปกครองเป็นปัจจัยหนึ่ง พื้นที่นอกเขตเทศบาลช้ากว่าพื้นที่ในเขตเทศบาลหรือพื้นที่ในเขตเทศบาลที่ฐาน ค่อนข้างลำบากชัดเจน ซึ่งเด็กเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่พัฒนาการช้า พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดู ไม่มีโอกาสไปศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือไปศูนย์เด็กเล็กแต่ถูกดุด่าอย่างเดียวไม่มีโอกาสได้รับการเสริมพัฒนาการ

ปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้พัฒนาการช้าไม่ใช่การถอยหลัง แต่เด็กไม่สามารถตามเด็กในวัยเดียวกันทัน ซึ่งเมื่อเขาโตขึ้นในช่วงระดับประถมศึกษาไอคิวก็จะต่ำกว่า ก็หมายความว่า ในระดับอายุ 10 ขวบ ความคิดหรือความสามารถในการแก้ปัญหาเท่ากับเด็กอายุ 9 ขวบโดยจากการสำรวจจะเห็นว่ากลุ่มที่ไอคิว 80-89 จะเยอะที่สุดหากเราสามารถส่งเสริมพัฒนาการเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เด็กๆ กลุ่มนี้สามารถย้ายมาอยู่ในกลุ่มปกติได้เลย เด็กเก่งของไทยค่อนข้างน้อย พวกเข็นครกขึ้นภูเขาเยอะที่สุด จึงน่าเป็นห่วง ในปี ค.ศ. 2002 ไอคิวของเด็กในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้น 27 จุด ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 24 จุด เราต้องยอมรับ
ว่าเด็กไทยยังมีปัญหาอยู่และสะท้อนถึงการอบรมเลี้ยงดูกับโอกาสในสังคมที่ ชุมชน และคนในสังคมไม่ได้ให้โอกาสกับเด็กกลุ่มนี้เลยหรือให้โอกาสน้อยเกินไป

การ เริ่มต้นที่จะช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องเริ่มช่วยพ่อแม่ ตั้งแต่การตั้งครรภ์ซึ่งช่วยในเรื่องของการวางแผนครอบครัว ถ้าลูกคนแรกอายุได้ขวบหนึ่งแล้วท้องคนที่สองอีกอย่างนี้ก็แย่ คนโตก็ลำบาก คนเล็กก็ลำบาก ครอบครัวก็ลำบาก เพราะฉะนั้นการวางแผนครอบครัวถ้าไม่ขัดกับหลักศาสนาที่ตนเองนับถือเป็นจุด สำคัญอย่างหนึ่ง แค่นั้นยังไม่พอตอนแม่ตั้งครรภ์ทุกคนในชุมชนต้องช่วยกันดูแลแม่ ทุกคนในหน่วยงานก็ต้องช่วยกันดูแล คนที่ขึ้นรถเมล์ด้วยกันก็ต้องดูแลแม่คนนั้นด้วย เพื่อแม่จะได้ไม่เครียดเกินไป เวลาที่ลูกเขาคลอดออกมาจะได้ไม่มีปัญหาและเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม

หลัง จากเด็กเกิดแล้วเด็กได้กินนมแม่ซึ่งจะช่วยในการเสริมสร้างไอคิวให้กับเด็ก และสิ่งสำคัญต่อมาก็คือ พ่อแม่ต้องช่วยเลี้ยงลูกตอนลูกเล็กๆ ในช่วง 3 ปีแรก ขอให้แบ่งเวลาให้ลูกอย่างมีคุณภาพ ซึ่งรัฐบาลและชุมชนต้องเอื้อต่อครอบครัว ต้องมีบริการที่จะช่วยพ่อแม่ เช่น สถานที่ทำงานก็ต้องมีมุมให้แม่สามารถพาลูกมาเลี้ยง ซึ่งมีการทดลองและเก็บข้อมูลในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ว่าจะทำให้คนทำงานมีกำลังใจในการทำงาน ไม่ต้องลาป่วยหรือลากิจมาก ถ้าในโรงงานหรอสถานประกอบการ ไม่สามารถทำได้ก็ต้องสนับสนุนให้มีแหล่งบริการที่จะช่วยรับเลี้ยงและพัฒนา เด็กในราคาที่ไม่แพงเกินไป รัฐก็ต้องช่วยสนับสนุนซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการประกันสังคมที่มีการลงทุนร่วม กันทั้ง 3 ฝ่าย และสิ่งสำคัญสุดท้าย คือ ระบบการศึกษา ที่ไม่ควรใช้วิธีแพ้คัดออก ถ้าเราใช้วิธีแพ้คัดออก คุณคิดว่าประเทศนี้จะเต็มไปด้วยคนชนะหรือคนแพ้ ซึ่งคนแพ้ก็ต้องกระเสือกกระสนที่จะอยู่รอด หากถูกขับออกจากระบบหรือถูกเอาเปรียบหรือถูกทำร้ายก็จะเป็นผู้ก่อปัญหาให้ สังคมต่อไป
    

               
พญ. นิตยา คชภักดี
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล