|
ความทันสมัยกับครอบครัวไทย |
|
|
|
|
There are no translations available.
การตระหนักถึงปัญหาของความทันสมัยหรือการพัฒนาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ดูจะเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากนักวิชาการวงการต่างๆ ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการ “บูม” ทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละปีสูงเกือบถึง 10 % หรือกระทั่งมากกว่าพร้อม ๆ กับการเติบโตทางอุตสาหกรรมที่ยิ่งทวีขึ้นจนมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์รายได้ประชา ชาติมากกว่า 2 เท่าของภาคเกษตรกรรม (โดยไม่นับภาคบริการที่มีมูลค่ากว่าครึ่งเล็กน้อยของผลิตภัณฑ์รวมภายใน ประเทศ)
ในขณะที่บรรดาบุคคลทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเจ้าของกิจการและนักลงทุนต่างๆ พากันหลงใหลได้ปลื้มกับความเป็นไปได้ที่ประเทศของเราจะพัฒนาเป็นประเทศ อุตสาหกรรมทัดเทียมนานาอารยประเทศ ก็มีกระแสทวนของฝ่ายที่ชี้ให้เป็นถึงปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมปัญหาสังคมนานาประการ อาทิ อบายมุขอาชญากรรม โสเภณี การคอรัปชั่น หรือที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อเร็วๆ นี้คือ ภัยพิบัติเนื่องจากขาดการควบคุมกิจกรรมต่างๆ ดังกรณี เรือล่ม หรือรถบรรทุกก๊าชระเบิด เป็นต้น นอกจากการสะท้อนสภาพปัญหาอันเป็น ผลจาก “ความทันสมัย” ดังกล่าวแล้วยังปรากฏข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้จะมีความพยายามชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นเกือบ 1 เท่าตัวในช่วงกระแสการพัฒนานี้ก็ตาม แต่ก็มีตัวเลขจากการศึกษาของสถาบันทางวิชาการระบุว่า เมื่อปี 2528-2529 ประชาชน 20% ที่มีรายได้สูงสุดนั้นมีส่วนแบ่งจากรายได้รวมของทั้งประเทศถึง 56% ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ 80% มีรายได้รวมกันเพียง 44% โดยที่ผู้มีรายได้ต่ำสุดทั้งในเมืองและชนบทมีส่วนแบ่งของรายได้เพียง 4.5% เท่านั้น ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่แย่ลงกว่าเมื่อ 5 และ 10 ปี ก่อนหน้านั้นเป็นอย่างมาก
อาจกล่าวได้ว่า ความทันสมัยในประเทศของเราในขณะนี้ เป็นไปเพื่อคนส่วนน้อย เป็นการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่จะเกิดความเสื่อมทรามของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือความเสื่อมทรามของสังคม โดยเฉพาะกับหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดคือ ครอบครัว
เมื่อเราเห็นว่าความทันสมัยเป็นไปเพื่อคนส่วนน้อย และก่อให้เกิดปัญหา แต่เหตุใดความทันสมัยจึงดำเนินมาด้วยดีอย่างที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้เล่า จุดนี้เป็นเรื่องท้าทายให้เราลองมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัย โดยหยิบยกจากสภาพที่เกิดขึ้นกับครอครัวและแนวทางที่จะแก้ไขได้ ซึ่งอาจส่งผลในทางพัฒนาใจยังหน่วยสังคมอื่นๆ ได้ต่อไป
icon ความทันสมัยกับการไหลบ่าของกระแสวัฒนรรมทางวัตถุ
การพัฒนาประเทศให้ทันสมัยมิได้มาพร้อมกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น แต่มาพร้อมๆ กับลักษณะทางวัฒธรรมใหม่ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความเชื่อ และค่านิยมของสังคมกระบวนการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการยอมอย่างไม่รู้ตัว ลักษณะของวัฒนธรรมใหม่มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ
1. ความเหนือกว่า วัฒนธรรมใหม่จะตีค่าสิ่งต่างๆ มาเรียบร้อยแล้วว่าเหนือกว่าของเก่า เช่น น้ำอัดลมดีกว่าน้ำเปล่า การใช้ปุ๋ยเคมียาฆ่าแมลงและแทรกเตอร์ให้ผลสูงกว่าการควบคุมด้วยระบบนิเวศและ แรงงานสัตว์ ฯลฯ ท่านจะหาตัวอย่างประเภทนี้ได้นับไม่ถ้วน
2. ค่านิยมการบริโภค นั่นคือความพยายามให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำกำไรให้แก่ผู้ผลิตและผู้ขายหรือ ผู้บริการ กลายเป็นความต้องการของประชาชนและสถาบันต่างๆ ในสังคม ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เครื่องดื่มบำรุงกำลังจะกลายเป็นของผู้ใช้แรงงาน หรือเครื่องปรับอากาศกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับที่อยู่อาศัยและหน่วยงาน ต่างๆ การบริโภคได้ขยายขอบเขตออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัดรวมทั้งการบริโภคกามารมณ์ที่ จะกระตุ้นให้ชายและหญิงใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมการกระตุ้นแรงขับทางเพศด้วย
3. ปัจเจกบุคคล เน้น ถึงการประสพผลสำเร็จวัตถุของบุคคลควบคู่ไปกับการแก่งแย่งแข่งขัน โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดกับบุคคลอื่นหรือสังคม การปั่นหุ้นและการเก็งกำไรที่ดิน เป็นตัวอย่างของแฟชั่นทางเศรษกิจของผู้มีโอกาสทั้งหบายในช่วงหลายปีที่ผ่าน มา
ลักษณะทางวัฒนธรรมทั้ง 3 ประการ ได้เข้าครอบงำโดยผ่านจากประเทศอุตสาหกรรมสู่ประเทศไทย โดยเริ่มจากการครอบงำทางวัฒนธรรมในเมือง แล้วแผ่ออกไปสู่ชนบทอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้น เกือบจะไม่มีหมู่บ้านใดหลุดลอดออกไปจากการยอมรับความเหนือกว่า ค่านิยมการบริโภค และลักษณะปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การอุปโภคบริโภคหรือการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น
กลไกที่สำคัญในการครอบงำนี้ จากภาครัฐก็คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนา เช่น ถนน ไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนจากภาคเอกชนคือเรื่องข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ ฯลฯ ดังนั้นความหมายของ สังคม ขัอมูลข่าวสาร ในนัยนี้ก็คือสังคมที่มีความสามารถในการใช้สื่อเพื่อครอบงำทางวัฒนธรรมและ จิตสำนึกอย่างได้ผลนั่นเอง
ผลที่เกิดขึ้นจากการยอมต่อกระแสวัฒนธรรมใหม่ ปรากฏให้เห็น 2 ประการ คือ
ประการแรก ได้แก่ การยอมรับอย่างเป็นฝ่ายถูกกระทำ อย่างไม่มีการจำแนก เรา จึงเห็นได้ว่า ทุกหนทุกแห่งล้วนแต่มีการยอมรับเทคโนโลยีและวัฒนธรรมใหม่โดยไม่คำนึกว่าจะ ก่อให้เกิดผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร การบริโภคใช้สอยสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นความจำเป็น การเก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์แม้จะเบียดเบียนผู้อื่นก็ไม่ สนใจ ดังนึ้เป็นต้น
ประการที่สอง ได้แก่ การยอมแพ้ หมายถึง ความไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หลังจากที่ยอมรับเทคโนโลยีค่านิยม หรือวัฒนธรรมด้านต่างๆ เข้ามาแล้ว
ทั้งนี้ ผลทั้ง 2 ประการได้สะท้อนสภาพปัญหาสุขภาพจิต อันเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ความทันสมัยก่อให้เกิดปัญหาสังคมนานาประการดัง กล่าวมา
icon ปัญหาสุขภาพของครอบครัวไทย อันเนื่องมาจากความทันสมัย
ปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นอาการแสดงของปัญหาอันเกิดจากการยอมต่อความทันสมัย นั้น ได้สะท้อนออกมาให้เห็นจากสภาพปัญหาสุขภาพจิตของครอบครัวและสถาบันโรงเรียน ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกับเด็ก ผู้เป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว โดยที่สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งกล่าวคือ
1. ปัญหาสุขาพจิตอันเกิดจากการยอมรับอย่างไม่จำแนกแยกแยะ ได้แก่
- สภาพครอบครัวที่ขดกความอบอุ่นและความเอาใจใส่ เนื่องจากทั้งพ่อและแม่มุ่งแต่ทำงาน จนไม่ได้หันกลับมามองครอบครัว
- การเน้นให้ลูกทางวัตถุตามใจลูกมาก
- การกวดขันเป็นอย่างมากในด้านการเรียนตั้งแต่เล็ก จนขาดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ และสังคม
- การที่โรงเรียนมุ่งพัฒนาในด้านการเรียน จนละเลยด้านอื่น
- สถาบันเชิงพาณิชย์ เช่น โรงเรียนเอกชนบางแห่ง
- ระบบการกวดวิชา ฯลฯ
2. การยอมแพ้ที่เกิดจากการไม่สามารถปรับตัวหรือล้มเหลวในการปรับตัว ได้แก่
- ปัญหาคู่สมรส สิ่งที่บ่งชี้ปัญหาก็คืออัตราการหย่าร้างและการแยกทางกัน
ในส่วนของการหย่าร้าง ปรากฏว่าได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 22% ในปี 2510 เป็น 6.3% และ 8.5% ในปี2530 ข้อมูลยังบอกให้ทราบอีกว่ามักจะเป็นการแก้ปัญหาของชนชั้นกลางขึ้นไป เมื่อชีวิตสมรสไม่เป็นสุข
ส่วนกรณีชนชั้นล่างนั้น เมื่อชีวิตครอบครัวล้มเหลวจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ มักจะแสดงออกโดยแยกทางกัน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายกาย ฯลฯ
- ปัญหาของลูก ใน สภาวะที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ จนไม่มีโอกาสสนใจครอบครัวเท่าที่ควร และทั้งพ่อทั้งแม่ต้องปรับตัวมากยิ่งขึ้น เพราะการเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะขาดการสนับสนุนหรือขาดการถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงดูลูก การบีบบังคับหรือตั้งความหวังให้ลูกมุ่งหน้าเรียนตั้งแต่เล็ก หรือการตามใจลูกมากเกินไปตามอิทธิพลของแรงโฆษณาทางวัตถุต่างๆ ทำให้เด็กจำนวนมากตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหาในการปรับตัว เช่น
เด็กอารมณ์ไม่มั่นคง ตามใจตนเองเป็นแก่กว่าวัย ชอบต่อรอง (รวมทั้งการต่อรองไม่ไปโรงเรียน)
เด็กขาดแบบอย่างที่จะพิมพ์แบบทำให้มีปัญหาสับสนในด้านบทบาททางเพศ
เด็กปรับตัวเข้าปัญหาการเรียนไม่ได้ เพราะพ่อแม่บังคับหรือคาดหวังมากไป ไม่มองความสามารถด้านอื่นๆของเด็ก ทำให้เด็กเฉื่อยชา ไม่สนใจเรียนต่อต้าน บางส่วนถึงขั้นมีความวิตกกังวลสูง
เด็กซึมเศร้า เนื่องจากอยู่ในสภาพครอบครัวที่ไม่เป็นสุข ร่อแม่ทะเลาะกัน เด็กถูกบีบบังคับ ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ที่รุนแรงขึ้นก็มีการทอดทิ้งเด็ก การทำร้ายเด็กอย่างรุนแรง การปล่อยปละละเลยให้เด็กออกเร่ร่อน
ปัญหาพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น เช่น เกเร สำส่อนทางเพศ ประกอบอาชญากรรม ฯลฯ
- สถาบันโรงเรียน ความล้มเหลวแสดงออกโดยโรงเรียนไม่สามารถพัฒนาเด็กจำนวนมาก และเด็กเหล่านี้ได้แสดงออกซึ่งปัญหาดังที่ได้กล่าวในเรื่องครอบครัว โดยโรงเรียนเป็นฝ่ายเพิ่มความกดดันแก่เด็กมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีปัญหาวัยรุ่นที่โรงเรียนไม่สามารถรับและพัฒนาพวกเขาได้ เช่น เด็กหนีโรงเรียน ติดสารเสพติดและสารระเหย เที่ยวเตร่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ
icon ศักยภาพของครอบครัวไทยในการพัฒนาสุขภาพจิต
1. การใช้ศักยภาพที่มีมาแต่เดิม
- สถาบันครอบครัว ได้สูญเสียศักยภาพอย่างรวดเร็วเพราะการเปลี่ยนแปลงที่มากทั้งภายในและภายนอกครอบครัว การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัวที่สำคัญก็คือ การเป็นครอบครัวเกี่ยว และการที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีได้มีบทบาทที่ชัดเจนเหมือนการดำเนินชีวิตแบบแต่ก่อน คือชายเป็นผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจ หญิงดูแลบ้านและเด็กๆ แต่กลายเป็นว่า 2 ฝ่ายทำงานทั้งคู่ จึงมีปัญหามากขึ้นในด้านการจัดสรรบทบาท แรงกดดันที่มากขึ้น เวลาที่ให้แก่กัน ฯลฯ
ในส่วนชองครอบครัวขยายนั้น (วัฒนธรรมเดิม) ยังถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมไทยขณะนี้ เพราะมากกว่าครึ่งหนึ่งของครอบครัวไทยยังมีลักษณะดังกล่าว คือมีประมาณครึ่งหนึ่งของครอบครัวในเมือง และอีกกว่าสามในสี่ของครอบครัวชนบท ดังนั้นจึงควรมีการขยายศักยภาพที่มีมาแต่เดิม เช่น การยอมรับบทบาทของปู่ย่าตายาย ขณะเดียวกันก็มีหนทางให้ปู่ย่าตายาย ตามทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูลูกไปจากสมัยของตนเองบ้าง
ในส่วนของครอบครัวเดี่ยวนั้น การสร้างวุฒิภาวะให้กับทั้ง 2 ฝ่าย เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้พ่อยอมรับบทบาทที่หลากหลายขึ้น และการที่แม่สามารถสื่อสารความต้องการและการขอความช่วยเหลือได้ การให้พ่อแม่ตระหนักถึงการพัฒนาลูก ที่มิใช่อยู่บนรากฐานทางการพัฒนาแต่ชาวน์ปัญญาหรือการหาแต่วัตถุ (ของเล่น เทคโนโลยีต่างๆ) ให้กับเด็ก แต่อยู่ด้วยสัมพันธภาพและปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่เองและพ่อแม่กับเด็ก
นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ทางสังคมกับเด็กและคนอื่นๆ ในทางบวก ไม่ใช่อยู่แต่ในบ้าน เช่น การไปค่ายหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กอื่นๆ ฯลฯ เหล่านี้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของพ่อแม่ในครอบครัวขยายเป็นสิ่งสำคัญ ดังเช่นที่หลายๆ องค์กรและหน่วยงานพยายามทำกลุ่มพ่อแม่หรือโรงเรียนพ่อแม่
- สถาบันการศึกษา (โรงเรียน) ในแง่ของการพัฒนาเด็กแล้ว ศักยภาพของโรงเรียนขึ้นอยู่กับศักยภาพของครู ดังนั้นการพัฒนาครูให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ หรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสุขภาพจิตของครูนั่นเอง หากครูและครอบครัวครูเองมีสุภาพจิตไม่ดี ครูจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีกับเด็กก็คงจะเป็นไปได้ยาก ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงน่าจะส่งเสริมศักยภาพของสถาบันการศึกษาโดยเข้าหาจุดนี้
ในส่วนปัญหาเฉพาะที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ การพัฒนาวัยรุ่นโดยระบบโรงเรียน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามนโยบายขยายโอกาสการศึกษาของรัฐบาล ปัญหาอยู่ที่ว่าโรงเรียนจะพัฒนาวัยรุ่นได้อย่างไร โดยที่จะสอดคล้องกับวัยของเขา ซึ่งไม่ใช่ต้องการแต่ความรู้ แต่ต้องการความเป็นอิสระ
การ แสดงความสามารถและมีความภูมิใจในภาพพจน์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อโรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมเพื่อ ฝึกทักษะทางสังคม ลดการแก่งแย่งแข่งขัน ซึ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาสังคมในอนาคต ส่วนเด็กที่ไม่ถนัดทางเรียนก็ต้องมีกิจกรรมอื่นๆ รองรับ แม้จะไม่ตรงกับกรอบและค่านิยมของครู หรือผู้บริหารทางการศึกษา เช่น กีฬา ดนตรี (ในแบบของเขา) เพราะถ้าโรงเรียนขาดสิ่งเหล่านี้เด็กก็จะถูกอิทธิพลภายนอกดึงไปในทางเสื่อม
นอกจากนี้กิจกรรมที่หลากหลายและให้เป็นไปตามความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนแล้ว
การตระหนักถึงเสริมให้เด็กหัดปกครองกันเองในลักษณะของสภานักเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญ ปัญหาคือผู้ใหญ่ (ครูและผู้บริหาร) จะต้องมีความเจ้าใจและอดทนหากนะกเรียนเรียกร้องในสิ่งที่ดูเกินเลยหรือไม่ ตรงกับทัศนคติของฝ่ายผู้ใหญ่ ความจัดแย้งที่เกิดขึ้นก้จะแก้ไขได้ไม่ยาก และเด็กก็จะได้รับการปลูกฝังจิตสำนึกให้รู้จักเลือก รู้จักไตร่ตรอง รู้ถึงการมีส่วนร่วมในสังคม สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการพัฒนาในเชิงความรู้
2. การใช้ศักยภาพใหม่ๆ ที่เกิดจากความทันสมัย การ พัฒนาเศรษฐกิจสังคมในช่วงที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงสังคมไทยในด้านต่างๆไปมาก แล้ว ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องยอมรับสิ่งใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างเป็นฝ่ายกระทำโดยการเลือกสรรสิ่งที่เป็น ประโยชน์ จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนา ศักยภาพจากสิ่งเก่า เช่น
- การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ในด้านเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิต การใช้พลังงานที่ประหยัดและอนุรักษ์ระบบนิเวศ รวมทั้งการหาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานน้ำ ลม แสงอาทิตย์ การพึ่งพาและการรวมศูนย์ จะเป็นคำตอบที่สำคัญยิ่งในอนาคต
- การพัฒนาองค์กรของสังคมในการกลั่นกรองและเลือกรับ เช่น กลุ่มพิทักษ์ประโยชน์ ผู้บริโภคที่เป็นอิสระและมีฐานจากผู้บริโภคเอง รวมทั้งกลุ่มที่ถูกเอาเปรียบถูกดูถูกทางสังคม ก็ควรได้รับการสนับสนุนให้รวมตัวกันเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง เช่น โสเภณี คนพิการ ฯลฯ เพราะนี่จะเป็นหนทางที่ทำให้พวกเขามีความสำนึกที่จะแก้ใขปัญหา ดีกว่ายอมรับหนือยอมแพ้ไปอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มผู้ใช้บริการก้น่าจะได้รับ การสนับสนุนให้ตรวจสอบและเลือกรับการ ขอรับการของตน เช่น การส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนระดับต่างๆ การเลือกรับสื่อ การขอรับบริการจากรัฐในสถานบริการต่างๆ เป็นต้น
- การพัฒนาบทบาทของสื่อสารมวลชน ใน ด้านการกระจายสื่อที่สร้างสรรค์การเปิดเผยให้เห็นปัญหาจากความทันสมัยในแง่ มุมต่างๆ การเผยแพร่ทางเลือกใหม่ในการพัฒนา การช่วยกระจายสื่อในทางสร้างสรรค์แก่ครอบครัว เช่น คู่มือวิดีทัศน์สำหรับครอบครัว ฯลฯ
ผล ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้คำนึงถึงคนส่วนใหญ่และอนาคต ได้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่นับวันจะยุ่งยากซับซ้อนขึ้นทุกที ดังนั้นการตรวจสอบการพัฒนาและวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับการพัฒนา จะทำให้เรารู้จักเลือกสรรและรับเอามาอย่างเป็นฝ่ายกระทำ เพื่อหาหนทางการพัฒนาของตนเองที่ผสมผสานเข้ากับฐานทางการพัฒนาและฐานทาง วัฒนธรรมที่เรามีอยู่ เพื่อว่าเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาพจิตทึ่ในสังคมทันสมัยเช่น นี้
เขียนโดย : นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์
ที่มา : หนังสือรายงานประจำปี 2533 ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)
“ก้าวที่เก้า...การพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อเด็กไทย”
|