"เรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียน"

ละออง มณีเติม โครงการแด่น้องผู้หิวโหย

ปัจจุบันพื้นที่ทางการศึกษาของเด็กส่วนใหญ่ คือ โรงเรียน โดยมีครูเป็นผู้จัดการศึกษาให้แบ่งตามหมวดวิชาความรู้ด้านต่างๆ ทั้งภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ พละศึกษา ฯลฯ วิธีการเรียนการสอนก็ขึ้นอยู่ครูผู้รับผิดชอบ มีทั้งการอธิบายตามตำราเรียนแล้วทำแบบฝึกหัด การแบ่งกลุ่มอภิปรายหรือทดลองในเรื่องที่ครูกำหนดให้

เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากครูผู้สอนซึ่งจะถูกกำหนดหลักสูตรมาจากส่วนกลางอีกที ดังนั้นถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งคือ ครูเป็นผู้ให้ และเด็กนักเรียนเป็นผู้รับ และมีผู้คิดมาจากกระทรวงศึกษาธิการ
นอกจากโรงเรียนแล้วยังมีพื้นที่ในสังคมอีกมากมายที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ศาสตร์ด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านวิชาการที่ได้รับในโรงเรียน อาทิเช่น การรวมกลุ่มกับเพื่อนทำกิจกรรมยามว่าง การช่วยงานบ้านหรือกิจกรรมของครอบครัว การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นกระบวนการ ทำให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะสังคมที่ไม่มีในห้องเรียน ได้เรียนรู้การปรับตัวเข้ากับคนอื่น การยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น ฝึกความรับผิดชอบ มีน้ำใจแบ่งปัน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นต้น

โครงการพัฒนาทักษะด้านอาชีพเพื่อการพึ่งตนเอง เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มุ่งเน้นให้เด็กได้มีความรู้ ทักษะด้านอาชีพ เพื่อหาแนวทางทำอาชีพเสริมหารายได้ระหว่างเรียนและสร้างอาหารภายในครอบครัวเพื่อลดรายจ่ายช่วยผู้ปกครองอีกทางหนึ่ง โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการรับสมัครเด็กอายุ ๑๒-๑๘ ปี ที่อยู่ในครอบครัววิกฤตและยากจน จำนวน ๑๐๐ คน ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์เข้าร่วมโครงการ

หลังจากนั้นทำการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับผู้ปกครองเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้จริงในการเลือกอาชีพเสริมที่เด็กสามารถทำได้เอง และผู้ปกครองเป็นที่ปรึกษา โดยมองหาทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ตั้งแต่การประชุมวางแผนและตัดสินใจ การเขียนรายละเอียดโครงการเอง การรับผิดชอบงบประมาณ การบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นต้น เมื่อเกิดปัญหาระหว่างทำอาชีพนั้นๆ เด็กก็จะมีผู้ปกครองและเพื่อนบ้านที่มีความรู้เป็นผู้คอยแนะนำให้คำปรึกษา ทำให้เด็กเกิดการลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ จนเกิดทักษะเฉพาะด้านในอาชีพที่ตัวเองทำ

จากบทบาทการเป็นผู้ช่วยเหลือกิจกรรมอาชีพของครอบครัวเปลี่ยนมาเป็นเจ้าของกิจการเอง เช่น เจ้าของแปลงผัก เจ้าของบ่อปลาดุก-ปลานิล เจ้าของแม่พันธุ์สุกร เจ้าของร้านขายลูกชิ้นปิ้ง เจ้าของร้านขายขนม เจ้าของโรงเห็ด เป็นต้น สิ่งแรกที่เห็นจากแววตาและคำพูดของเด็กคือความภูมิใจในตัวเอง ความกระตือรือร้น สิ่งที่ตามมาคือ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีความรู้ขั้นตอนรายละเอียดต่างๆ ในอาชีพที่ตัวเองเลือกทำ มีอาหารกินโดยไม่ต้องซื้อ

และสามารถขายได้เงินมาเป็นรายได้ใช้จ่ายไปโรงเรียนช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองได้ "พ่อช่วยขุดหลุม แม่ช่วยปลูกถั่ว น้องช่วยปลูกถั่ว" ถ้าจะถามถึงงบประมาณที่ใช้ในแต่ละอาชีพของเด็กนั้น แต่ละโครงการใช้เงินเริ่มเพียง ๕๐๐-๑,๐๐๐บาท ก็สามารถมีกิจการเล็กเป็นของตัวเองแล้วและสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดของทุนการศึกษารูปแบบใหม่ที่พัฒนามาเป็นทุนฝึกอาชีพด้วยนั่นก็คือ การที่เด็กๆเห็นคุณค่าของเงิน เงินทุกบาทที่เด็กๆได้รับจากผู้ที่อยากแบ่งปัน เงินทุกบาทที่ลงทุนและเงินทุกบาทที่ได้รับกลับมาเพื่อจุนเจือครอบครัวและเป็นทุนการศึกษาในอนาคตนั้น กลายเป็นหลักสูตรนอกห้องเรียนที่คุ้มค่ายิ่งนัก


และนี่เป็นการเปิดพื้นที่ทางการศึกษาให้เกิดนอกโรงเรียน โดยมีผู้ปกครอง เพื่อนบ้าน และชาวชุมชนเป็นผู้สอน มีลูกหลานของเขาเองเป็นผู้เรียน ใช้ทรัพยากรในชุมชนและบริเวณบ้านเป็นห้องเรียน ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบปฏิบัติจริงด้วยตัวเด็กเองทั้งการคิด การวางแผน และดำเนินงาน

อีกทั้งหวังว่าผู้ใหญ่ในสังคมจะร่วมมือร่วมใจกันเปิดพื้นที่การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กให้มีอยู่ทั่วทุกพื้นที่และตอบสนองความต้องการของเด็กอีกจำนวนมาก เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทักษะชีวิตที่สามารถพึ่งตนเองได้และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

   

กลับหน้าแรก 
กลับหน้าแรก
     มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

  143/109-111 หมู่บ้านปิ่นเกล้าพัฒนา ซ.วัดสุวรรณคีรี ถ.บรมราชชนนี อรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กทม.10700
  โทร.0-2433-6292 , 0-2435-5281 , 0-2884-6603 กด 0  โทรสาร . 0-2435-5281 แผนที่
  e-mail : iamchild2004@yahoo.com