วิธีเข้าใจปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดภาคใต้ตอนนี้ที่ใช้คือแบ่งแยกความสัมพันธ์และความขัดแย้งออกเป็น
๒ แกน แกนที่หนึ่งคือแนวตั้ง อีกแกนหนึ่งคือแนวนอน ถ้าคุณวาดภาพก็จะเป็น
๒ เส้น แนวตั้งก็คือสายสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน แนวนอนก็คือสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง
สายสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนกับสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกันเอง
ในอดีตรอบร้อยปีที่ผ่านมาเป็นสายสัมพันธ์ซึ่งมีลักษณะขัดแย้ง มีปัญหาต่อกันระหว่างรัฐกับประชาชน
เหตุผลที่เป็นอย่างนี้มีเหตุผลหลายประการ คือเหตุผลในทางประชากร
ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ในทางธุรกิจผิดกฎหมาย อำนาจอิทธิพลและความไม่เป็นธรรม
ซึ่งก็หมายความว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมาลายูมุสลิม
มีคนไทยพุทธเป็นคนส่วนน้อย สถานการณ์ก็คือคนมุสลิมซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศกลายเป็นชนส่วนใหญ่ในพื้นที่
คนกลุ่มนี้มีลักษณะที่แตกต่างจากคนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ทั้งในแง่ของศาสนา
วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ทุกประการ
ประเด็นที่
๒ คือในแง่ของความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ก็คือคนกลุ่มนี้เป็นคนซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อนก่อนกำเนิดรัฐชาติไทยสมัยใหม่
ดังนั้นเขาก็มีความรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ของเขาแตกต่างจากรัฐชาติไทยสมัยใหม่อย่างที่เราเข้าใจกัน
อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ เขาเป็นเจ้าของพื้นที่แล้วรัฐชาติไทยขยับขยายเข้าไปครอบกับเขาตามสัญญาที่ทำกับอังกฤษในปี
พ.ศ. ๑๙๐๙ นอกจากนั้น ในแง่ประวัติศาสตร์พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เชื่อมโยงต่อกับด้านเหนือของมาเลเซีย
พื้นที่แถวนี้เป็นพื้นที่ของคนซึ่งมีวัฒนธรรมร่วมกันคือเป็นชาวมาลายูมุสลิมซึ่งเขาจะรู้สึกเป็นญาติพี่น้อง
เป็นคนกลุ่มเดียวกันในความสัมพันธ์ที่มีอยู่
ประเด็นที่ ๓ ในแง่ของฐานะทางเศรษฐกิจ นี้
ประชากรด้อยกว่าทุกคนในภาคอื่นๆ มันมีตัวเลขคนยากจนคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นยากจนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมากกว่าอัตราเฉลี่ยคนยากจนในประเทศไทยถึงสามเท่าเช่นตัวเลขคนยากจนในจังหวัดนราธิวาสประมาณปี
๒๕๔๕ รวมทั้งกรณีธุรกิจผิดกฎหมายที่มีอยู่แพร่หลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้
มีน้ำมันเถื่อน ปัญหาในเมืองใหญ่เจ้าหน้าที่ที่ไปทำหน้าที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทเหล่านี้
ประเด็นที่ ๔ ในแง่ของวัฒนธรรม ก็จะเป็นวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่เพราะศาสนา
ภาษาของเขาไม่เหมือนกับคนไทยภาคกลางไม่เหมือนกันกับคนมุสลิมในภาคอื่นๆของประเทศ
เพราะฉะนั้นเงื่อนไขทั้งหมด ที่เล่าให้ฟังเป็นเหตุให้เราอาจจะไม่ต้องสงสัยมากนักเวลามีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนซึ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆไปภายใต้เงื่อนไขความสัมพันธ์และความขัดแย้ง
ถึงแม้จะมีความขัดแย้ง บางครั้งมีความรุนแรงบ้างระหว่างรัฐกับประชาชนระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนนั้น
เงื่อนไขสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้มันอยู่ที่สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนซึ่งแตกต่างจากคนไทยด้วยกันเอง
ปัญหามีอยู่ว่าในระยะหลังๆดูเหมือนว่าสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพื้นที่จะถูกกระทบกระเทือนโดยความรุนแรงที่เกิดขึ้น
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปีนี้ตั้งแต่ต้นปี เข้าใจว่าทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์นี้บาดเจ็บล้มตายไปกว่าพันราย
ในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน ในจำนวนพันรายมีคนตายอย่างน้อย
๕๒ % ถ้าเรานั่งดูเหตุการณ์ความรุนแรงแล้วไล่ไปทีละเหตุการณ์ เริ่มต้นจากเหตุการณ์ปล้นปืน
เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ตามมาด้วยเหตุการณ์สังหารพระภิกษุหลายรูป
เหตุการณ์ประชาชนชาวมุสลิมยึดอาวุธประเภทมีด ขวาน จนที่ทำการของราชการเสียหายเป็นเหตุให้เสียชีวิต
๑๐๖ คน และก็เจ้าหน้าที่เสียชีวิตอีก ๕ คน (ตัวเลขของคุณศุภลักษณ์
กาญจนกุลตรี เครือเนชั่น )
นอกจากนั้นจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นคือกรณีฆ่ารายวัน
ซึ่งมีกรณีทั้งไทยพุทธไทยมุสลิมบาดเจ็บล้มตายไปทุกวัน ซึ่งมีผลให้คนถูกยิงตาย
เหตุการณ์เหล่านี้กระทบสายสัมพันธ์ทั้ง ๒ ระนาบ เช่น เหตุการณ์วันที่
๔ มกราคม ๒๕๔๗ แน่นอนเป็นการกระทบสายสัมพันธ์รัฐกับประชาชนอย่างรุนแรง
การสังหารพระภิกษุกระทบสายสัมพันธ์ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรมซึ่งรุนแรงมากเพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เหตุการณ์วันที่ ๒๘ เมษายนก็กระทบทั้ง ๒ ระนาบ เพราะในทางหนึ่งชาวบ้านติดอาวุธถืออาวุธเข้าเล่นงานที่ทำการเจ้าหน้าที่
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ยิงใส่มัสยิสกรือแซะที่สังหารผู้คนในมัสยิสตายหมดทั้ง
๓๒ คนก็กระทบความรู้สึกของประชาชนมุสลิม สิ่งที่เกิดก็คือว่าประชาชนประท้วง
โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่ภาครัฐจัดการโดยความรุนแรงจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการจัดการอย่างใด ทั้งหมดนี้ทำให้สายสัมพันธ์ทั้ง
๒ ระนาบกระทบกระเทือนแล้วก็เกิดความรุนแรงขึ้นไม่หยุด
สำหรับกรณีเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน
คือคนที่ถูกยิง ถ้าหมายถึงนักศึกษา มอ.ปัตตานี ปัญหาที่เกิดจะต้องแยก
ก็คือปัญหาหนึ่งก็คือการยิงใส่รถโรงเรียนซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้และการระเบิดที่ยะลาซึ่งร้านค้าเสียหายเหตุการณ์ในตอนกลางคืนก็มีเด็กกลายเป็นเหยื่อไปด้วย
นอกเหนือจากการกระทบจากการยิงกันหรือการวางระเบิด ยังมีเรื่องของผลกระทบด้านอื่นที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน
เช่น ผู้ปกครองไม่กล้าให้ลูกไปโรงเรียน และไม่กล้าให้ลูกไปวิ่งเล่นที่สาธารณะ
ไปเดินเล่นกับเพื่อน คิดว่าเรื่องผลกระทบต่อเด็กก็ต้องแบ่งเป็น ๒
อย่าง คือผลกระทบซึ่งมองเห็นชัดผลกระทบซึ่งมองเห็นชัดก็อย่างเช่น
เด็กจำนวนหนึ่งต้องขาดพ่อไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กไทยพุทธ เด็กไทยมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงไม่ว่าจะโดยน้ำมือของใครก็เหมือนกัน
โดยพ่อถูกจับคุมขังหรือตาย เมียเขาจำนวนหนึ่งท้องหรือมีลูกเล็ก เด็กเหล่านี้ก็จะอยู่ในสถานะที่ขาดอาหารและในการหารายได้มาดูแลจุนเจือครอบครัวก็หายไปและทราบข่าวว่าเด็กเหล่านี้ต้องกินนมกระป๋อง
ส่วนแม่ๆที่เหลืออยู่ก็เป็นภาระของชุมชนที่จะต้องรับผิดชอบดูแลกันต่อไปซึ่งก็ไม่ใช่ชุมชนที่ร่ำรวย
ผลกระทบที่เด็กเองกลายเป็นเป้าโดนระเบิดในกรณีของการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ก็เป็นปัญหาที่เห็นได้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะมองไม่ค่อยเห็นอย่างเช่น
ผลกระทบต่อการศึกษาคือ โรงเรียนในจังหวัดชายแดนภายใต้ก็จะมีเหตุให้ต้องถูกปิดหรือมีเหตุให้ปิดบ่อย
ส่วนหนึ่งก็เป็นภัยธรรมชาติแต่ส่วนหนึ่งก็เป็นภัยจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ผลของมันที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือจำนวนเวลาที่ใช้ในโรงเรียนลดลง
เข้าใจว่าเด็กควรจะอยู่ในโรงเรียนหรือมีเวลาประมาณ ๑๐๘ ครั้งต่อปีผมไม่แน่ใจว่าเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเวลาเรียนเท่านั้นหรือเปล่า
แล้วมีผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ในขณะที่ครูอยู่ในสภาพความหวาดกลัวก็กระทบต่อเด็ก
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งเห็นได้ชัดในแง่ของเวลา และผลที่เห็นได้ไม่ชัดคือผลงานการศึกษา
ผลทางจิตใจและผลทางความรู้สึก ที่อันตรายต่อไปคือความเกลียดชังความโกรธที่เด็กจะต้องได้รับจากการที่พ่อแม่เขาต้องลำบาก
ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งก็จะโกรธเกลียดคนที่กระทำเขาเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นความแตกแยกในหมู่ผู้คนในจังหวัดชายแดนภายใต้
ก็นับวันอาจจะมากขึ้นมีคำถามที่น่าสนใจคือความรุนแรงมันทำให้การแบ่งฝ่าย
ในอดีตฝ่ายที่ว่ามันไม่ได้แบ่งเป็นเสียทุกอย่างเพราะว่ามันมีสายสัมพันธ์ภายใต้รอยเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม
วันนี้ไว้สายสัมพันธ์ช่วงนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อันนั้นคือความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เป็นปัญหา
อันที่ ๒ ก็คือว่ายิ่งใช้ความรุนแรงเราก็มักจะได้เห็น ยิ่งใช้ยิ่งก่อให้เกิดเหตุ
ผลก็คือเหตุผลความรุนแรงมันไปปิดบังทางเลือกอื่นๆไม่ใช้ก็ไม่ได้
ก็ผูกพันให้ใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง มันทำให้เด็กนี้อยู่ในวงจรอุบาทว์แบบนี้และเด็กก็เรียนรู้สิ่งเหล่านี้และอันตรายที่ผมพูดในหนังสืออาวุธชีวิตก็คือว่าเด็กก็จะโตขึ้นมาโดยเห็นตัวอย่างของการใช้ความรุนแรงและจะรู้สึกว่าความรุนแรงเป็นปกติ
ถ้าเราเริ่มเห็นว่าความรุนแรงมันปกติเมื่อไหร่นั้นอันตรายใหญ่หลวงก็มาถึง
การที่จะเริ่มไปแก้หรือเข้าไปช่วยนั้น เราจะต้องไม่มองว่าปัญหานี้เป็นปัญหาภาคใต้
ต้องมองว่าเป็นปัญหาสังคมไทย เวลาบอกว่าเป็นปัญหาสังคมไทยหมายความว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบความรู้สึกของคนไทยทุกภาคส่วนว่าจะต้องเข้ามาหาวิธียุติภัยอันตรายเหล่านี้
เพราะไม่อย่างนั้นมันก็ยิ่งจะรุกรานมากขึ้น มันจะกระทบกระเทือนลูกเล็กเด็กแดงและจะกระทบที่สำคัญคืออนาคตของความสัมพันธ์ของผู้คนในจังหวัดชายแดนภายใต้จะเป็นเหยื่อของความรุนแรงแบบนี้มากขึ้น
ไม่นับชีวิตที่เสียไปซึ่งประมาณการณ์ไม่ได้ ในแง่นี้ผมคิดว่าเป็นภาระทุกภาคส่วน
สมมุติว่าเราตั้งเป้าที่เด็กใช่ไหมเราก็ต้องถามว่าอะไรในชีวิตเด็กบ้างที่หายไปแล้ว
สังคมไทยมีหน้าที่ทดแทนส่วนที่หายไป และคิดว่าอะไรที่หายไปเหรอ
นอกจากปัจจัยแบบนี้แล้วคือความจำเป็นในทางวัตถุที่ว่าแล้วยังมีเรื่องอื่นอีกเช่น
ความไว้วางใจที่มีต่อกันระหว่างชาวมาลายูมุสลิมในพื้นที่กับคนที่ไม่ใช่มุสลิม
ระหว่างคนในพื้นที่กับคนนอกพื้นที่ ระหว่างคนกับรัฐอย่างน้อยก็ ๓
ชุด เพราะฉะนั้นการฟื้นคืนความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญซึ่งเกิดขึ้นจากความไม่ไว้วางใจและความโดดเดี่ยว
หมายความว่าเขาต้องการเพื่อนที่เข้าใจ รู้สึกว่าพื้นที่ ชีวิต วิถีของเขานี้ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง
คำถามก็คือว่าคนไทยมีอะไรบ้างที่ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งและจะต้องยั่งยืนพอสมควร
ไม่ใช่ไปทิ้งนกกระเรียน ๖๐ ล้านตัวแล้วก็เลิก ไม่ใช่อย่างนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าความไม่ชอบ
ความรู้สึกไม่ถูกทอดทิ้งนั้นยั่งยืนพอสมควรของพวกนี้เป็นสิ่งที่ซึ่งสังคมไทยอาจจะพอทำได้หรือน่าจะต้องไปช่วย
ซึ่งยังไม่ได้รวมถึงความจำเป็นทางกฎหมายอะไรทั้งหลาย