หน้าแรก | รู้จักเรา | โครงสร้าง | โครงการ | กิจกรรม | บริจาค| คลังข้อมูล | เครือข่าย | เวบบอร์ด | อีการ์ด | ห้วยน้ำใส | ENG |
แผนการเรียนรู้ สู่สุขภาวะของเด็กและเยาวชน

โดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์

   แนวคิดและสถานการณ์

  ๑. สมองกับการเรียนรู้

เด็กและเยาวชน คือ ประชาชนช่วงอายุ 0 - ๒๕ ปี ซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าโอกาสแห่งการเรียนรู้และอัตราการเรียนรู้สูงสุดก็อยู่ในช่วงเด็กและเยาวชนนี้เอง

การศึกษาเรื่องการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนั้น ส่วนใหญ่อาศัยศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้และจิตวิทยาพัฒนา อย่างไรก็ตามในระยะหลังได้มีการศึกษาทางด้านประสาทวิทยา โดยเฉพาะการศึกษาสมอง โดยวิธี imaging อย่าง functional MRI ทำให้นอกจากจะมีการยืนยันบางส่วนของทฤษฎีการเรียนรู้แล้ว ยังมีการค้นพบใหม่ ๆ ที่ยิ่งลึกและเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องแรกที่เห็นได้ชัดก็คือ ก่อนหน้านี้

นักวิชาการด้านการเรียนรู้มีความเชื่อว่าสมองมีการเติบโตสูงสุดในประมาณอายุ ๑๒ ปี ไม่ใช่แต่เพียงในแง่ของขนาดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพัฒนาการทางสติปัญญาด้วย แต่ด้วยการศึกษาใหม่ ๆ ดังกล่าวได้ค้นพบความเป็นจริงว่า สมองของวัยรุ่นยังพัฒนาไปได้อีกไกล ทั้งสมองส่วนสีเทา และสีขาว มีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างไปจนกระทั่งอายุ ๒๐-๒๕ ปี จึงไม่น่าแปลกใจว่า สิ่งที่เรียกว่า "ปัญหา" วัยรุ่น นั้น นอกจากจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว และอิทธิพลของฮอร์โมนเพศแล้ว ยังเป็นเรื่องของช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่วัยรุ่นจะต้องพัฒนาขึ้นเพื่อจะสามารถคิดและควบคุมตนเองไปสู่วุฒิภาวะได้

การเติบโตและพัฒนาการของสมอง เป็นรากฐานของพัฒนาการเรียนรู้และเริ่มต้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ การสร้างเซลสมองของทารกมีสูงสุดในช่วงทารกอายุ ๓ - ๖ เดือนในครรภ์ และมีมากกว่าในช่วงวัยเด็กเสียอีก แต่ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เซลสมองที่ไม่จำเป็นก็จะถูกลดจำนวนไป และอาจกล่าวได้ว่าคนเราเกิดมาพร้อมกับจำนวนเซลสมองเท่าที่จะเป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตต่อไป โดยไม่มีการสร้างใหม่ การเติบโตของสมองที่มิได้ในช่วง ๐-๖ ปี เป็นการเติบโตทางปริมาณอย่างยิ่งยวด ทำให้สมองมีขนาด ๙๐-๙๕ % ของวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าการขยายตัวนี้มิได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนเซลแต่อย่างใด

แต่เป็นเพราะมีการสร้างใยประสาทเชื่อมโยงกันระหว่างเซลสมองส่วนต่าง ๆ สำหรับช่วงอายุ ๖-๑๒ ปี เซลประสาทจะเติบโตในลักษณะของการเชื่อมโยงระหว่างเซลประสาท สมองส่วนสีเทา ซึ่งก็คือ เซลสมองและใยประสาทส่วนรับข้อมูล (dendrite) จะเติบโตถึงจุดสูงสุด เมื่อเด็กผู้หญิงอายุ ๑๑ ปี และเด็กผู้ชายอายุ ๑๒ ปี การเติบโตของสมองในช่วงวัยรุ่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง ขณะที่ dendrite ในสมองส่วนสีเทาต่าง ๆ ลดจำนวนลง สมองส่วนสีขาว ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยใยประสาทส่วนรับข้อมูล (axon) กลับสร้างและเพิ่มขนาดของเปลือกหุ้มขึ้น ช่วยทำให้การส่งกระแสประสาทมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปก็คือในช่วงวัยรุ่นการเชื่อมโยงจะน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของสมองในช่วงเด็กและวัยรุ่นที่กำหนดโครงสร้างพื้นฐาน ของการเรียนรู้ นอกนั้นมาจากอิทธิพลของพันธุกรรม ปัจจัยภายนอกทั้งด้านอาหาร การเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมที่เด็กและเยาวชนเรียนรู้

อีกประเด็นหนึ่งก็คือความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา ซึ่งเดิมมักจะถูกเข้าใจว่าเป็นการทำหน้าที่แยกส่วนจากกัน โดยสมองซีกซ้ายของคนที่ถนัดขวาจะทำหน้าที่ด้านการใช้เหตุผล ภาษาและคณิตศาสตร์ ขณะที่สมองซีกขวาจะทำหน้าที่ด้านศิลปะ ดนตรี จินตนาการ และมิติสัมพันธ์ การศึกษาเรื่องการเรียนรู้ในระยะหลัง พบว่าการทำงานของสมองจะเป็นลักษณะการทำงานร่วมกันทั้งสมองซีกซ้ายและขวา ดังนั้น เราจึงสามารถใช้จินตนาการ ดนตรี ศิลปะ และมิติสัมพันธ์มาส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการใช้เหตุผล ภาษา และคณิตศาสตร์ได้ หรือในทำนองกลับกัน

การศึกษาที่น่าสนใจเหล่านี้ยังรวมความถึงบทบาทของดนตรีบางลักษณะในการจัดระเบียบและความสัมพันธ์ในการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ การเรียนรู้ที่ผสมผสานไปกับความเพลิดเพลิน ทั้งในห้องเรียนและผ่านสื่อ (Edutainment) การเรียนรู้ที่อาศัยกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งผสมผสานการทำงานของสมองทั้ง ๒ ด้าน เป็นต้น

พัฒนาการทางสมองจึงสามารถพิจารณาในเชิงโครงสร้างพื้นฐานว่าเป็นปรากฏการณ์ของการขยายตัว และตัดทอนส่วนที่ไม่ได้ใช้รวมทั้งการทำงานร่วมกันระหว่างสมองทั้ง ๒ ซีกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว กระบวนการพัฒนานี้เกิดขึ้นในลักษณะเป็นขั้นตอนของพัฒนาการ นั้นก็คือ มีแต่ระยะ ซึ่งก็คือในแต่ละวัย (วัยทารก วัยปฐมวัย หรือวัยอนุบาล วัยเรียนและวัยรุ่น) จะมีบางส่วนของสมองที่เติบโตเต็มที่และบรรลุวุฒิภาวะสมองก่อนส่วนอื่น ๆ และนี่คือ รากฐานของแนวคิด "หน้าต่างแห่งโอกาส" ซึ่งอาศัยความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการของสมองมาส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละวัย

ความเข้าใจนี้ยังครอบคลุมการเรียนรู้ ทั้งส่วนที่เป็นปัญญา "ภายนอก" หรือความรู้และทักษะต่าง ๆ ในลักษณะที่หลากหลายหรือพหุปัญญา (multiple intelligence) และปัญญา "ภายใน" คือความสามารถในการควบคุมตนเองและคุณลักษณะภายในของบุคคล หรือที่เรียกกันว่า EI บ้าง EQ บ้าง (Emotional Intelligence) ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะในสมองใหญ่ของคนเรา ประกอบด้วย สมองส่วนคิด (Cerebral cortex) และสมองส่วนอยาก (Limbic system) ซึ่งทำงานเกี่ยวข้อง กับสัญชาติญาณและอารมณ์ การเติบโตของปัญญาภายนอก เป็นผลจากการเรียนรู้ หรือสมองส่วนคิดส่วนต่าง ๆ ในการที่จะจัดการกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ขณะที่ปัญญาภายใน เป็นผลจากการเรียนรู้ในการที่จัดการ กับสัญชาติญาณและอารมณ์อันเป็นความต้องการภายใน โดยนัยนี้ก็คือ สมองมีศักยภาพในการพัฒนาปัญญาภายนอกและปัญญาภายในไปด้วยกัน ปัญหาอยู่ที่ว่าเราได้ใช้ศักยภาพนี้ตามระยะต่าง ๆ ของหน้าต่างแห่งโอกาสหรือไม่ โดยเฉพาะในด้านปัญญาภายใน ซึ่งจะเป็นรากฐานของคุณลักษณะสำคัญของคนในสังคมไทยสืบไป

การเปลี่ยนแปลงนี้ การมองจากกายวิภาคของสมองแล้ว จะมีลักษณะจากหลังไปหน้า เริ่มจาก วัยทารก สมองส่วนที่บรรลุวุฒิภาวะก่อนโดยผ่านกระบวนการขยายตัวและตัดส่วนที่ไม่ได้ใช้ (proliferation and pruning) ได้แต่ด้านหลังของสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้โลกภายนอกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การสัมผัส มิติสัมพันธ์ เป็นต้น

ถัดมาในช่วงปฐมวัยและวัยเรียน ได้แก่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประสานหน้าที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ในช่วงวัยรุ่น สมองสุดท้ายของสมองใหญ่ ได้แก่ส่วนหน้าสุด หรือ prefrontal lobe ที่จะเกี่ยวข้องกับวิจารณญาณ และการตัดสินใจต่าง ๆ ซึ่งอาศัยช่วงเวลาที่ยาว ๑๒ - ๑๓ ปี นับแต่เข้าสู่วัยรุ่นจนกระทั่งพัฒนาเต็มที่ ในระยะนี้ก็เป็นช่วงเดียวกับที่สมองส่วนอยาก (Limbic system) มีการเปลี่ยนแปลงจากการได้รับฮอร์โมนเพศทำให้มีความต้องการทางเพศ การแสวงหาความตื่นเต้น ตลอดจนความรุนแรง กลายเป็นลักษณะที่โดดเด่นของวัยรุ่น ซึ่งกว่าที่สมองส่วนหน้าจะบรรลุวุฒิภาวะก็ต้องอาศัยการเรียนรู้อีกยาวไกล

หน้าต่างแห่งโอกาส เป็นการสังเคราะห์ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบรรลุวุฒิภาวะของสมองจากหลังไปหน้า และผลต่อการพัฒนาปัญญาภายนอกและปัญญาภายใน ในแต่ละวัยการเรียนรู้เหล่านี้จะมีลำดับการเกิดขึ้นที่สร้างได้เป็นแผนภูมิ ดังนี้

 
วัยทารก๐-๒ ปี
ปฐมวัย๓-๕ ปี
วัยเรียน๖-๑๒ ปี
วัยรุ่น / เยาวชน๑๓-๒๐/๒๕ ปี
ปัญญาภายนอก(ความรู้ความสามารถ)
การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ประสาทรับรู้พื้นฐาน
การใช้กล้ามเนื้อเล็ก ภาษาจินตนาการ
คณิตศาสตร์การใช้เหตุผล ดนตรีและศิลปะ
การสร้างสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม และทักษะทางสังคม
ปัญญาภายใน(คุณลักษณะ)
ความผูกพันและ ไว้วางใจ
การควบคุมอารมณ์การรู้ถูกผิด
ประหยัดมีวินัยใฝ่รู้
อัตลักษณ์ทางเพศอัตลักษณ์ทางสังคม

ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในแต่ละวัยจะมีคุณสมบัติสะสมไปในวัยต่อ ๆ ไป และในมุมกลับกันสิ่งที่จะพัฒนาขึ้นในแต่ละวัยก็ต้องมีพื้นฐานจากวัยก่อนหน้าด้วย

โดยสรุปแผนการเรียนรู้สู่สุขภาวะจึงควรพิจารณาถึง

๑) การใช้ความรู้ในเรื่องการเติบโตและพัฒนาการของสมองในแต่ละวัยมาเป็นเป้าหมายในการพิจารณาที่เจาะจงในแต่ละวัย ทั้งปัญญาภายนอกและปัญญาภายใน

๒) ส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้กระบวนการขยายตัวและตัดทอนส่วนที่ไม่ได้ใช้ รวมทั้งการทำงานร่วมกันระหว่างสมองทั้ง ๒ ซีก ซึ่งเป็นรากฐานการเปลี่ยนแปลงของสมองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

๓) กรรมพันธุ์ เป็นส่วนปัจจัยภายในที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ส่วนสำคัญอยู่ที่ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อมทาง
กายภาพ และสังคม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สูงสุดในแต่ละวัย

   

กลับหน้าแรก 
กลับหน้าแรก
     มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

  143/109-111 หมู่บ้านปิ่นเกล้าพัฒนา ซ.วัดสุวรรณคีรี ถ.บรมราชชนนี อรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กทม.10700
  โทร.0-2433-6292 , 0-2435-5281 , 0-2884-6603 กด 0  โทรสาร . 0-2435-5281 แผนที่
  e-mail : iamchild2004@yahoo.com