| หน้าแรก | รู้จักเรา | โครงสร้า | การบริจาค | คลังข้อมูล | เวบบอร์ด | ห้วยน้ำใส | ENG |

จะมีทีวีสาธารณะทั้งที กลัวอะไรกันนักหนา
ธรรมรัฐวิจารณ์ : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เสียงโวยของคนหลายคนที่ออกมาคัดค้านกระบวนการปรับสถานะของทีไอทีวีให้เป็นทีวีสาธารณะ นอกจากผมจะไม่ค่อยเข้าใจในเจตนาที่แท้จริงแล้ว ยังทำให้มองไปในแง่ร้ายด้วยว่า มันอาจไปขัดผลประโยชน์ของคนคัดค้านเหล่านี้ตรงไหนหรือไม่

ฟังเหตุฟังผลที่นำมาโต้แย้งแล้ว ผมเห็นว่าประชาชนส่วนรวมมีแต่ได้ ยังมองไม่เห็นผลเสียชัดๆ นอกจากข้ออ้างว่า "ถ้าทีไอทีวีต้องเอาเงินภาษีของรัฐมาจุนเจืออาจจะถูกรัฐครอบงำเอาได้" ผมขอตอบอย่างมั่นใจเลยว่า เงินภาษีคือเงินของผมของท่านผู้อ่านทั้งหลายรวมๆ กัน เบ็ดเสร็จจะกี่ร้อยล้านพันล้านก็เป็นเงินของประชาชนอยู่วันยังค่ำ จึงยังมองไม่ออกว่า ถ้าประกาศกันให้ชัดๆ มีคณะกรรมการอิสระบริหารจัดการอย่างเป็นรูปเป็นร่าง จะมีใครที่ไหนกล้ามารวบอำนาจฮุบไปเป็นของตัวเองก็ให้รู้ไป

ตอนนี้ปัญหาสำคัญเท่าที่เห็นอยู่ตรงที่จะต้องหาทางให้องค์กรบริหารจัดการสื่อที่เป็นหลักอยู่สององค์กรมีอำนาจหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน โดยเฉพาะ กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) และอีกองค์กรที่จะมาชี้เป็นชี้ตายการเปิดสื่อเสรีเพิ่มเติมในอนาคต ได้แก่ กสช. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ ที่ต้องเร่งดำเนินการให้คณะกรรมการครบองค์ประกอบ เพื่อทำหน้าที่ให้สมเจตนารมณ์ของการก่อตั้งขึ้นมาให้จงได้ pic

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะต้องมีองค์กรอิสระปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาควบคุมดูแลการจัดการทีวีสาธารณะเท่านั้น ยังต้องให้โอกาสประชาชนและกลุ่มผู้บริโภคได้เข้าไปมีส่วนในการนำเสนอข้อคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานได้ตลอดเวลา ซึ่งทำได้ไม่ยากบนพื้นฐานระบบเทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถอำนวยความสะดวกและสามารถประเมินผลการบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายเป็นรูปธรรม เพราะในสหราชอาณาจักรเองปัจจุบันการส่งคลื่นโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลกันหมดแล้ว อุปกรณ์อย่างรีโมตคอนโทรลสามารถดัดแปลงมาใช้สำหรับการโหวตลงคะแนนนิยมในแง่ของคุณภาพรายการ หรือแม้แต่ใช้ในการกดส่งข้อความเหมือนอย่างระบบเอสเอ็มเอส (Short Message Service) ไปยังต้นทางหรือจะกำหนดให้ไปยังหน่วยงานใด ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูลโดยตรง ก็ทำได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสจริงๆ

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นนี้ย่อมเท่ากับประชาชนเป็นผู้ควบคุมสื่อโดยปริยาย และจะให้ดีกว่านั้นในอนาคตเมื่อเปิดตัวให้เป็นสื่อสาธารณะแล้ว ในส่วนของการแสวงหารายได้เพื่อบริหารจัดการ ก็มีช่องทางอื่นๆ อีก เช่น บีบีซี ในเวลานี้มีทั้งบีบีซี ไพร์ม (BBC Prime) บีบีซีทรี (BBC 3) ซึ่งเขาทำรายการเฉพาะที่ฉายเพียงช่องเหล่านี้มานำเสนอโดยเก็บค่าชมเหมือนระบบที่เรียกว่า อยากดูเมื่อไรก็จ่ายเงินมา (Pay per View)
ซึ่งในอนาคตหากทีไอทีวีปรับตัวเป็นทีวีสาธารณะ จะพลิกแพลงดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ ก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่จะเรียกเก็บภาษีโทรทัศน์ (TV Licence) อย่างที่เขาทำกันคงไม่ได้ผลนัก
ถ้าคิดว่า

คนทีไอทีวีมีคุณภาพจริงจะทำเองหรือจะไปจ้างผู้ร่วมผลิตทำรายการที่มีคุณภาพเข้ามาป้อนช่องพิเศษในลักษณะที่ว่าก็น่าจะทำได้โดยพ่วงช่องสถานีที่จะต้องชำระเงินเข้ามาเป็นแพ็คเกจในอัตราที่สามารถแข่งขันกับระบบเคเบิลท้องถิ่นต่างๆ เพราะหากตั้งราคาสูงเกินไปด้วยเนื้อหารายการที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ ย่อมยากต่อการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากเครือข่ายเคเบิลทีวีอย่างทรูมูฟ เอเอสทีวี เอ็มวี และเคเบิลท้องถิ่นอื่นๆ

ทั้งนี้ เชื่อว่าเบื้องลึกอีกจุดหนึ่งที่มีคนคัดค้านคงเป็นเพราะท้ายที่สุด หากทีไอทีวีต้องกลายเป็นทีวีสาธารณะ โดยขึ้นอยู่กับเงินสนับสนุนจากภาษีเหล้าบุหรี่ หรือเงินจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การเป็นบริษัทมหาชนที่เคยเป็นแหล่งรายได้ของบรรดานักเลงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องม้วนเสื่อไปโดยปริยาย ที่สำคัญ คาดกันว่าเมื่อใดที่เปิดให้มีการซื้อขายหุ้นทีไอทีวีกันอย่างเป็นทางการ ราคาก็คงรูดลงไปอีกหลายบาท นักเก็งกำไรบางส่วนย่อมไม่ชอบใจกับนโยบายนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ก็หวังว่า จุดยืนของรัฐบาลจะไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนเมื่อครั้งที่เคยโลเลเกี่ยวกับทางเลือกที่จะอุ้มหรือไม่อุ้ม "ไอทีวี" เมื่อสิ้นสุดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานที่กำลังฟ้องร้องกันอยู่ในขณะนี้ ผมเลยอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการด้วยการกำหนดกรอบเวลา รวมทั้งนโยบายในการบริหารจัดการที่ชัดเจน ทั้งในแง่เงินกองทุนประเดิมที่ต้องจัดสรรมาให้อย่างไม่ขัดสน และสามารถต่อยอดได้ทันที

ส่วนผู้จัดรายการทั้งหลายที่ร้องโอดครวญผมเองก็เห็นใจ ขึ้นชื่อว่าธุรกิจเวลาที่ทำกำไร พวกท่านก็หน้าชื่นตาบาน แต่เวลาขาลงก็อาจเจ็บบ้างเป็นธรรมดา จะให้มาอุ้มกันไปเรื่อยๆ ผมว่ามันไม่ได้พิสูจน์ฝีมือ คนดีจริงเก่งจริงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรอกครับ

   
     มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

  143/109-111 หมู่บ้านปิ่นเกล้าพัฒนา ซ.วัดสุวรรณคีรี ถ.บรมราชชนนี อรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กทม.10700
  โทร.0-2433-6292 , 0-2435-5281 , 0-2884-6603 กด 0  โทรสาร . 0-2435-5281 แผนที่
  e-mail : iamchild2004@yahoo.com