Get Adobe Flash player

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.) เห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ให้เด็กได้เจริญเติบโตตามวัย มีอาหารบริโภคทุกมื้อ มีสุขอนามัย อารมณ์แจ่มใส มีความรู้เท่าทันปัญหา มองโลกในแง่บวก แก้ไขปัญหาโดยใช้เหตุผล และมีส่วนร่วมในสังคม

 

โครงการแด่น้องผู้หิวโหย เป็นโครงการหนึ่งของมูลนิธิฯ มีพัฒนาการเริ่มต้นจากโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตั้งแต่พ.ศ. 2525 จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2552 รวมระยะเวลา 27 ปี

 


พ.ศ. 2522 – 2523 เริ่มต้นแนวคิดเพื่อการสงเคราะห์โดยตรง “ด้วยเงินเพียง 1 บาทของคน ๆ หนึ่ง สามารถช่วยให้เด็กคนหนึ่งในที่ห่างไกลได้อิ่มท้อง ” โดยโครงการอาหารกลางวันเป็นสื่อ


พ.ศ. 2524 – 2526 สงเคราะห์ปัญหารุนแรงเฉพาะหน้า และส่งเสริมงานพัฒนาชุมชน โดยสนับสนุนกิจกรรมแก่ชาวบ้าน แบ่งเป็นงานเกษตรกรรม การรวมกลุ่มในรูปกองทุนหมุนเวียน จัดอบรมและศึกษาดูงาน ให้ความรู้สุขศึกษาและโภชนาการแก่กลุ่มแม่บ้าน


พ.ศ. 2527 – 2529 เสริมงานพัฒนาการเด็กและขยายปริมาณโครงการ เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับปากท้องสอดแทรกแนวคิดพัฒนาการเด็กรอบด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เนื่องจากตระหนักว่า การพัฒนาชุมชนอย่างได้ผลต้องเริ่มจากการพัฒนาครอบครัว


พ.ศ. 2530 – 2534     งานศึกษาเฉพาะกรณีและขยายรูปแบบการสนับสนุนโครงการอาหารกลางวัน อาหารเสริม และโครงการเกษตรเพิ่มขึ้น เริ่มสนับสนุนกองทุนเกษตรกรรมในโรงเรียนบางแห่งที่ได้รับการสนับสนุนอาหารกลางวันมาแล้ว 2-3 ปี และสามารถทำโครงการเกษตรได้ผลพอสมควร


ลดบทบาทงานด้านพัฒนาชุมชนในหมู่บ้านลง และริเริ่มการสนับสนุนโครงการรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านอาหารกลางวัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็ก ได้แก่ ด้านทันตสาธารณสุข การรณรงค์ป้องกันความพิการในเด็ก การจัดกิจกรรมนันทนาการเด็ก เป็นต้น โดยให้การสนับสนุนแก่ชาวบ้านหรือหน่วยงานในชุมชน จัดกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาทุพะโภชนาการเด็กและพัฒนาเด็ก

จากการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา ได้พัฒนาวิธีการตั้งแต่การเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ไปสู่การมีบุคลากรประสานงานใกล้ชิดกับชุมชน จนถึงการเป็นผู้ติดตามประสานงานและสนับสนุนเงินทุนไปพร้อม ๆ กัน


พ.ศ. 2535 – 2540 เน้นการสนับสนุนโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียน และสนับสนุนโครงการอาการกลางวันเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราเด็กขาดสารอาหารร้อยละ 30-40 ซึ่งงบประมาณจากภาครัฐไม่เพียงพอ และสนับสนุนการขยายงานโครงการเกษตรในโรงเรียนไปสู่ชุมชน ในลักษณะแหล่งฝึกอบรมทักษะการเกษตรให้แก่เด็กและชาวบ้าน เพื่อสร้างแหล่งอาหารในชุมชนเพิ่มมากขึ้น

พ.ศ. 2541 – 2545 ยังคงให้การสนับสนุนโครงการเกษตรในโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร เนื่องจากสำรวจพบข้อมูลปัญหาทุพะโภชนาการเด็กจำนวนมากและเป็นพื้นที่ทุรกันดารที่บริการจากภาครัฐเข้าไปไม่ถึง นอกจากโครงการเกษตรแล้ว ยังสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันสมทบกับงบประมาณที่โรงเรียนได้รับจากภาครัฐ เพื่อให้เด็กได้รับอาหารกลางวันอย่างพอเพียงครบทุกคน เริ่มการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อเนื่อง และโครงการส่งเสริมทางเลือกครอบครัวแรงงานคืนถิ่น เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการอพยพแรงงานย้ายถิ่นสู่ชนบท และงานสร้างเสริมพลังชุมชนปกป้องเด็ก งานสร้างเสริมอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิเด็ก เป็นการยกระดับการทำงานชุมชนปกป้องเด็กให้เข้มแข็งขึ้น

พ.ศ. 2546 – 2552 ยังคงให้การสนับสนุนโครงการเกษตรในโรงเรียนในจังหวัดสระแก้วและจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากสำรวจพบว่า เด็กมีปัญหาทุพะโภชนาการจำนวนมาก ร้อยละ 20 – 30 และเป็นพื้นที่ ๆ มีการอพยพของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สองจังหวัดนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรับจ้าง โดยการดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ทุกโรงเรียนได้มีการวางแผนระยะยาวเพื่อให้โครงการฯ สามารถดำเนินต่อไปได้ ถึงจะไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิฯ แล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบน้ำเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง การปลูกพืชที่หลากหลายและเป็นไม้ยืนต้น เช่น ผลไม้ต่างๆ ต้นกล้วย การสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดที่แข็งแรง การเลี้ยงวัวเนื้อ การปลูกต้นยางเพื่อที่จะจำหน่ายยางนำเงินมาทำกิจกรรมเกษตรอย่างอื่น หรือพัฒนาจนถึงขั้นทำปุ๋ยชีวภาพใช้เองหรือเพาะพันธุ์พืชได้เอง ซึ่งทุกโรงเรียนก็ได้ตระหนักร่วมกันว่า การที่โครงการจะดำเนินต่อไปได้และได้ประโยชน์กับเด็กอย่างแท้จริงนั้น เด็กนักเรียน โรงเรียน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยเฉพาะ อบต. จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมและเรียนรู้ร่วมกันไป รวมไปถึงการแสวงหาทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นด้วย

ในช่วงปี 2552 องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ได้ ให้การสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันแก่โรงเรียน รวมทั้งโครงการเกษตรในโรงเรียนโดยเป็นงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก จึงหันมาพัฒนาโครงเกษตรเพื่ออาหารทุกมื้อให้แก่เด็กและครอบครัวในภาวะยากลำบาก โดยมูลนิธิฯ เล็งเห็นความสำคัญของการทำเกษตรเพื่อเป็นอาหาร จึงสนับสนุนการเกษตรกับครอบครัว โดยให้ครอบครัวทำเกษตรเพื่อนำผลผลิตมาเป็นอาหารในครัวเรือน ทำให้เด็กและสมาชิกในครอบครัวมีอาหารบริโภคครบทุกมื้อ ส่งผลให้เด็กมีพลานามัยสมบูรณ์ ประกอบกับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ส่งเสริมให้มีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ และดำรงชีวิตอย่างพอเพียง มูลนิธิ ฯ จึงได้ริเริ่มโครงการฯ ในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้รับความสนใจจากเด็กและครอบครัวต่อการทำเกษตรเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนเป็นอย่างมาก โดยเด็กมีปลา และผักเป็นอาหาร อีกทั้งมีการขยายผล และมีทุนหมุนเวียนการทำเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เด็กและครอบครัวมีอาหารไว้บริโภคในแต่ละวันครบทุกมื้อ

ด้วยต้นทุนของครอบครัวในชนบท คือต้นทุนแรกมีการทำเกษตรกรรมอย่างยาวนาน สั่งสมความรู้ ความชำนาญด้านการเกษตร มีความอดทน   ต้นทุนที่สองมีที่ดิน พื้นที่เกษตรเป็นของตนเอง ยังคงสภาพความสมบูรณ์ และต้นทุนสุดท้าย มีสมาชิกครอบครัวเป็นแรงงานการผลิต ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ และเป็นต้นแบบเพื่อที่จะนำไปพัฒนาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป.