ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับสุข

“ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับสุข”

พระไพศาล  วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

 

ชีวิตมิได้อยู่ด้วยการรับเข้าตัวเท่านั้น  แต่อยู่ได้เพราะการให้ผู้อื่นด้วย ต้นไม้ที่ดูดน้ำจากพื้นดินอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักคายน้ำคืนสู่โลกย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน  การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นนั้น มิใช่เป็นเรื่องของการเสียสละเพียงอย่างเดียว หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ของตนให้สมบูรณ์ ดุจเดียวกับต้นไม้ซึ่งถือว่าเติบใหญ่อย่างแท้จริงต่อเมื่อแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและเป็นที่พึ่งพิงของสรรพสัตว์

 

 

คนที่เอาแต่รับเข้าตัวอย่างเดียว ย่อมแสดงถึงความว่างเปล่าภายใน จำเพราะคนที่มี   “สาระ”อยู่ภายในเท่านั้นจึงสามารถที่จะให้แก่ผู้อื่นได้  ยิ่งจิตใจมีความเต็มอิ่มมากเท่าไร   ก็สามารถแบ่งปันให้ผู้คนได้มากเท่านั้น  สาระที่ว่านั้นก็คือ ความสุข   รวมถึงความซาบซึ้งในคุณค่าและความหมายของชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความเต็มอิ่มภายใน

 

สาระที่สร้างความเต็มอิ่มแก่ชีวิตนั้นเกิดจากประสบการณ์ที่นำมาใคร่ครวญจนตกผลึก   อีกทั้งยังเกิดการมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับผู้อื่น  และที่ขาดไม่ได้ก็คือการฝึกฝนตนเองทั้งในระดับพฤติกรรมและจิตใจ ทั้งหมดนี้สามารถเริ่มต้นจากการฝึกตนให้รู้จัก “ให้” นี้คือเหตุผลที่การทำบุญในพุทธศาสนาเริ่มต้นด้วย “ทาน”

 

เมื่อเราให้ เราก็เป็นฝ่ายรับด้วยในเวลาเดียวกัน หนึ่งในสิ่งที่เราได้รับก็คือความสุข  แม้การให้ของเราอาจเกิดจากการฝืนใจในทีแรก  แต่รอยยิ้มและความซาบซึ้งของผู้รับก็สามารถทำให้เราพลอยเป็นสุขไปกับเขาด้วย ยิ่งการให้นั้นทำไปด้วยความปรารถนาดี  ความสุขและความภาคภูมิใจก็ยิ่งทับทวี ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับสุข”

 

 

บทความตอนหนึ่ง ในหนังสือรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2548 ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) ซึ่งพระไพศาล  วิสาโล ได้เทศนาเรื่องการเป็นผู้ให้ที่ทำให้เราพบกับความสุขดังนี้