การปฏิรูประบบสวัสดิการเด็กปฐมวัย ภายใต้นโยบายรัฐบาลและบทบาทกระทรวงมหาดไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2

การปฏิรูประบบสวัสดิการเด็กปฐมวัย ภายใต้นโยบายรัฐบาลและบทบาทกระทรวงมหาดไทย

ในยุครัฐบาลอนุทิน 2

 

สถานการณ์ทางประชากรของประเทศไทยในทศวรรษปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในขณะที่อัตราการเกิดลดต่ำลงอย่างวิกฤต โดยในปี พ.ศ. 2567 รายงานจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่ามีเด็กเกิดใหม่เพียง 461,421 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างแรงงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ภาวะวิกฤตนี้สะท้อนให้เห็นว่าเด็กปฐมวัย (0-6 ปี) ซึ่งมีจำนวนประมาณ 3.2 ล้านคนในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลในครอบครัว แต่เป็น “ทุนมนุษย์” ที่รัฐต้องเข้ามาดูแลอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงสถิติกลับบ่งชี้ว่าเด็กเล็กเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนความยากจนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น เนื่องจากต้องพึ่งพิงรายได้จากพ่อแม่วัยทำงานที่มักประสบปัญหาค่าครองชีพและภาระหนี้สิน

ภายใต้โครงสร้างการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีการเชื่อมโยงนโยบายระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย บทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (อนุทิน 2) ได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสวัสดิการเด็กเล็กผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และนโยบาย “คนตัวเล็ก พลัส” นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและการกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรเพียงพอในการฟูมฟักเด็กไทยตั้งแต่ระดับครรภ์มารดาจนถึงการเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเสมอภาคและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างถ้วนหน้า

บริบททางเศรษฐกิจและสังคมกับวิกฤตการณ์เด็กปฐมวัยในประเทศไทย

ความจำเป็นในการปฏิรูประบบสวัสดิการเด็กเล็กเกิดจากสภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กไทยอย่างรุนแรง ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีพบว่าเด็กอายุไม่เกิน 17 ปี ประมาณร้อยละ 25 ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่เนื่องจากปัญหาการย้ายถิ่นฐานเพื่อประกอบอาชีพ โดยเด็กกลุ่มนี้มักถูกฝากไว้กับปู่ย่าตายายในชนบท ซึ่งอาจขาดความพร้อมทั้งด้านโภชนาการและองค์ความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการตามวัย นอกจากนี้ ภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเล็กในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 5,000-7,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนยากจนยังคงต่ำกว่าเส้นความยากจน ส่งผลให้เด็กเล็กในครัวเรือนเหล่านี้เข้าไม่ถึงอาหารที่มีคุณภาพและพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะสม

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเกิดและการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน นโยบายนี้ถูกขยายความผ่านยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” ของพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นการลดภาระค่าครองชีพสำหรับ “คนตัวเล็ก” เพื่อให้ครอบครัวมีกำลังซื้อและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตรหลาน การวิเคราะห์ปัญหาความยากจนในเด็กเล็กพบว่าระบบสวัสดิการเดิมที่ใช้การคัดกรองเฉพาะกลุ่มคนจน (Targeting) ประสบปัญหาการตกหล่นของเด็กที่มีสิทธิ์ถึงร้อยละ 34 เนื่องจากอุปสรรคเชิงเทคนิคในการลงทะเบียนและการพิสูจน์ความจน

ความแตกต่างระหว่างค่าใช้จ่ายจริงกับวงเงินสวัสดิการที่รัฐจัดสรรให้ (600 บาทต่อเดือน) กลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่นโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 พยายามจะอุดรอยรั่วนี้ผ่านการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทเสริมในการจัดบริการ เช่น อาหารเช้าและรถรับส่งเด็กเล็ก เพื่อลดภาระแฝงที่พ่อแม่ต้องแบกรับ

นโยบายคนตัวเล็ก พลัส และยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

หัวใจสำคัญของนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กในยุคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนงานผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับปัญหาในระดับพื้นที่มากที่สุด พรรคภูมิใจไทยได้เสนอแนวทางการกระจายอำนาจโดยเพิ่มสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 เพื่อให้ อปท. มีขีดความสามารถทางการเงินในการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นโยบายนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การให้เงินอุดหนุน แต่รวมถึงการพัฒนาเชิงระบบในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ซึ่งเป็นสถานศึกษาปฐมวัยที่สำคัญที่สุดของรัฐ

ภายใต้นโยบาย “คนตัวเล็ก พลัส” และ “SME Plus” รัฐบาลมุ่งหวังจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานรากของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อสวัสดิการเด็กเล็กโดยการทำให้นายจ้างในระดับท้องถิ่นและผู้ประกอบการขนาดเล็กมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจัดสวัสดิการในที่ทำงาน เช่น ห้องปั๊มนมหรือศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้มีการรับข้อเสนอในการให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่นายจ้างที่ดำเนินการในลักษณะนี้ด้วย

การยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและความเสมอภาคทางการศึกษา

กระทรวงมหาดไทยได้วางแนวทางให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของท้องถิ่นต้องได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานทั้งด้านกายภาพและวิชาการ โดยเน้นการพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา นโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส” (Skill Bridge) ยังมุ่งเน้นการเชื่อมโยงการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ ให้แก่เด็กและเยาวชน นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กพิการ ผ่านระบบคัดกรองและการดูแลตั้งแต่ระยะแรก (Early Intervention) เพื่อลดความเสียเปรียบในการใช้ชีวิต

ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนนำเสนอต่อรัฐบาลอนุทิน 2 คือการขยายเวลาเปิด-ปิดของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้สอดคล้องกับเวลาทำงานจริงของพ่อแม่ผู้ปกครอง (เช่น 07.00 – 18.00 น.) และการเปิดรับเด็กตั้งแต่อายุ 4 เดือนถึง 2 ปี เพื่อช่วยเหลือคุณแม่วัยทำงานที่ไม่มีผู้ช่วยดูแลบุตรและไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในศูนย์รับเลี้ยงเด็กภาคเอกชนได้

งบประมาณและสวัสดิการ: จากการสงเคราะห์สู่สวัสดิการถ้วนหน้าปี 2569

ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และเป็นที่รอคอยมากที่สุดคือการยกระดับ “เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” ให้เป็นระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ปัจจุบันโครงการนี้จัดสรรเงิน 600 บาทต่อเดือนให้แก่เด็กในครัวเรือนยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี

ข้อมูลระบุว่าปัจจุบันมีเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนประมาณร้อยละ 55 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด หากปรับเป็นแบบถ้วนหน้าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 6,700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นวงเงินที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับงบประมาณในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ แต่มีผลลัพธ์ในการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรมนุษย์อย่างมหาศาล การวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และยูนิเซฟ ยืนยันว่าการให้เงินอุดหนุนถ้วนหน้าจะช่วยลดอัตราความยากจนในเด็กได้มากกว่าร้อยละ 20 และช่วยขจัดปัญหาการตกหล่นของเด็กที่ยากจนที่สุด

ทิศทางในอนาคตของสวัสดิการเด็กไทย

นโยบายสวัสดิการเด็กเล็กในรัฐบาลอนุทิน 2 ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยและภาคีร่วมรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักในวิกฤตการณ์ทางประชากรและความจำเป็นในการสร้างรากฐานทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่ง การปรับเปลี่ยนจากนโยบายแบบ“สงเคราะห์คนจน”ไปสู่“สวัสดิการถ้วนหน้า”ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ครอบครัวไทยในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง

ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงวงเงินงบประมาณที่จัดสรรให้แก่เด็กในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นในการจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การปรับปรุงกฎหมายสิทธิแรงงานเพื่อเอื้อต่อการเลี้ยงดูบุตร และการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงต่างๆ อย่างไร้รอยต่อ หากรัฐบาลสามารถผลักดันเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าให้เกิดขึ้นได้จริงในปีงบประมาณ 2569 ควบคู่ไปกับการขยายสิทธิลาคลอดและการพัฒนาคุณภาพ ศพด. ประเทศไทยจะมีฐานทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและพร้อมจะเผชิญกับความท้าทายในโลกอนาคตได้อย่างยั่งยืน

การลงทุนในเด็กปฐมวัยในวันนี้ คือการลงทุนที่มีความคุ้มค่าสูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมในวันหน้า ดังที่มีผลการศึกษายืนยันว่าทุกบาทที่รัฐจ่ายไปเพื่อเด็กเล็กจะคืนกลับมาเป็นผลผลิตมวลรวมของประเทศและความมั่นคงทางสังคมที่ประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว รัฐบาลอนุทิน 2 จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความต้องการของประชาชนและกลไกการบริหารของรัฐเพื่อให้ “เด็กไทยทุกคน” เติบโตขึ้นมาอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน

 

นายเชษฐา  มั่นคง

ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

8 เมษายน 2569